พระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้แทนองค์การองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนมหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพและการพัฒนา สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป (สธย.) คณะทำงานด้านการคุ้มครองเด็กในพุทธศาสนสถาน และคณะผู้บริหารมจร ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนผ่านเครือข่ายพระพุทธศาสนา โดยเป็นการสานต่อความร่วมมือจากการเข้าพบและหารือกับนายเคน เลกินส์ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ณ สำนักงานองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และเห็นพ้องร่วมกันว่า พระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์สามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัย การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย พร้อมร่วมกันผลักดันให้ “วาระเด็ก” เป็นวาระสำคัญขององค์กร และบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า มจร มีพันธกิจด้านการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาสังคม จึงมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนโดยตรงผ่านภารกิจด้านการศึกษา เผยแผ่พระพุทธศาสนา และเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม จึงพร้อมเป็นภาคีสำคัญสนับสนุนการดำเนินงานของยูนิเซฟ ทั้งนี้ปัจจุบัน มจร มีเครือข่ายการดูแลและพัฒนาเด็กและเยาวชนครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งการจัดการศึกษาสำหรับสามเณร ในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย การพัฒนาศักยภาพพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาทั่วประเทศ การดำเนินงานของโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้หลักธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน นอกจากนี้ มจร ยังมีเครือข่ายวัด วิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ หน่วยวิทยบริการ และเครือข่ายพระธรรมทูตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถร่วมกันขยายผลการสร้างพื้นที่ปลอดภัย การป้องกันความรุนแรง การส่งเสริมสิทธิเด็ก และการพัฒนาสุขภาวะของเด็กและเยาวชนตามหลักสากล ควบคู่กับหลักเมตตากรุณาในพระพุทธศาสนา

“ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ความร่วมมือระหว่างองค์การยูนิเซฟ มจร มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ และคณะทำงานด้านการคุ้มครองเด็กในพุทธศาสนสถาน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองเด็กเข้ากับศักยภาพของสถาบันพระพุทธศาสนา โดยอาศัยเครือข่ายพระสงฆ์ วัด สถานศึกษา และพระธรรมทูตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมกันสร้างระบบการคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง และมจร ไม่ได้ดูแลเด็กเฉพาะในมิติของการศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาคุณธรรม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนผ่านเครือข่ายพระสงฆ์ วัด โรงเรียน และพระธรรมทูตทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับพลังของพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กไทยทุกคน” พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าว



