เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่อู่หมอชิต 2 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามการวัดค่าไอเสียรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตามนโยบายกระทรวงคมนาคมในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) โดยมีนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. และคณะร่วมลงพื้นที่

นายสรพงศ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้สุ่มตรวจควันดำรถโดยสารธรรมดา (รถเมล์ร้อน) สีครีม-แดง จำนวน 6 คัน 3 ยี่ห้อ ได้แก่ มิตซูบิชิ อีซูซุ และ ฮีโน่ พบว่า ไม่พบค่าควันดำสักคัน ขณะนี้กระทรวงคมนาคม ได้สั่งการกำชับให้ ขสมก. เข้มงวดในการตรวจวัดค่าควันดำ เพื่อป้องกัน PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้มีการตั้งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ในการกำกับดูแลผู้บริหารทุกคนที่รับผิดชอบรถโดยสารทุกคันว่าให้มีการกำชับตรวจสอบดูแล เรื่องการซ่อมบำรุงรักษาอย่างเข้มงวดที่สุด สำหรับ ขสมก. มีรถเมล์ร้อนที่ใช้น้ำมันดีเซลอยู่จำนวน 2,074 คัน และ รถเหล่านี้มีอายุใช้งานเฉลี่ย 26 ปี ดังนั้นต้องหมั่นตรวจสอบสภาพรถ และบำรุงรักษา เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกระยะทาง 12,000 กม. เปลี่ยนไส้กรอง และเพิ่มรอบในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ขณะที่พนักขับรถต้องขับรถ หรือเข้าเกียร์ตามสเต็ปที่กำหนด ซึ่งมาตรการแหล่านี้จะช่วยป้องกันได้

นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษออกประกาศว่าในเดือน เม.ย.65 จะปรับเปลี่ยนค่ามาตรฐานในการตรวจวัดค่าควันดำปัจจุบันต้องตรวจวัดค่าควันดำกำหนดไม่เกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 45% และลดลงเหลือ 30% ทำให้ ขสมก. ต้องเข้มงวดมากกว่าเดิม เพราะถ้าจำเป็นต้องใช้รถเมล์ร้อนให้บริการอยู่ ทำให้มีต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ ขสมก. ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว ในระหว่างที่รอแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. ยังไม่ได้เห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามีแผนเร่งรัดในการจัดจ้างรถโดยสารใหม่ที่ไร้มลพิษหรือทำให้เกิดปัญหามลพิษน้อยลง มาให้บริการในระยะสั้นก่อ

นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า อยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ มติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) รวมทั้งตรวจสอบดูแลรายได้จากค่าโดยสาร กับรายจ่ายที่ ขสมก. มีจะต้องเหมาะสมกัน ต้องไม่ทำให้องค์การขาดทุนเพิ่มเติมอีกเด็ดขาด รวมทั้งต้องหารถที่ดีมาให้บริการด้วย เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ขสมก. จัดหารถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) 489 คัน ใช้เวลาประมูล 7 ครั้ง ถึงจะได้รถเหล่านี้มาให้บริการ ทั้งนี้พบว่าเมื่อนำมาให้บริการแล้วรถเมล์เอ็นจีวีมีอัตราการเสียมากกว่ารถเมล์ร้อนที่มีอายุ 26 ปีด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นต้องรอบคอบในการกำหนดการเปิดประกวดราคา (ทีโออาร์) ต่างๆ ต้องตรวจสอบได้จริงว่าไม่สร้างมลพิษและปัญหาให้ ขสมก. อีกต่อไป

ด้านนายกิตติกานต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ขสมก. มีรถเมล์ทั้งสิ้น 2,885 คัน ประกอบด้วย รถเมล์เอ็นจีวี 487 คัน รถเมล์ไฮบริด (ดีเซล-ไฟฟ้า) 1 คัน รถเมล์แอร์เครื่องยนต์ดีเซลปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวี 323 คัน ส่วนที่เหลือ 2,074 คัน เป็นรรถเมล์เครื่องยนต์ดีเซล แบ่งเป็น รถเมล์ร้อน 1,520 คัน และ รถเมล์แอร์ 554 คัน ที่ผ่านมา ขสมก. ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซลรถเมล์ทุกคันให้สามารถใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.62 เป็นต้นมา เพื่อลดมลพิษและฝุ่น PM2.5

รวมทั้งให้เขตการเดินรถที่ 1-8 ตรวจวัดค่าไอเสียรถเมล์เครื่องยนต์ดีเซลทุกคัน ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการประชาชน กรณีตรวจพบรถเมล์มีค่าไอเสียเกินค่ามาตรฐานจะงดให้บริการรถเมล์คันดังกล่าว และนำรถเข้าซ่อมบำรุงเพื่อปรับปรุงแก้ไขจนกว่าค่าไอเสียจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนนำออกมาวิ่งให้บริการประชาชน



