นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์มุมมองการลงทุนว่า ในช่วงไตรมาส3 นี้นักลงทุนเริ่มเกิดความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้นโดยเริ่มจัดพอร์ตถือเงินสดลดลงเหลือ 10.6% จากไตรมาสก่อนหน้ามีการถือเงินสดมากถึง 14.8% ซึ่งส่วนใหญ่กระจายเข้าไปลงทุนในกลุ่มกองทุนอสังหาหรือรีทและหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น 3%ทำให้ช่วงไตรมาสนี้พอร์ตการถือกองทุนตราสารหนี้ 16.4% หุ้นต่างประเทศ 29.6% หุ้นไทย 26.6% ทองคำ 10% และสินทรัพย์อื่นๆ 0.4%

ทั้งนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มทิศทางบวกมากขึ้น อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ส่งผลให้มองเป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นไตรมาส3 อยู่ที่ 1,608 จุด และเมื่อพิจารณาถึงสิ้นปี69 ผู้ตอบแบบสำรวจยังให้น้ำหนักเชิงบวกดัชนีเฉลี่ยอยู่ที่ 1,619 จุด จากปัจจัยในประเทศ กระแสการลงทุนโลกโดยเฉพาะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีเอไอ รวมถึง สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางบรรเทาลง ส่งผลบวกต่อตลาดทุนไทยมีการโยกเงินลงทุนและปรับพอร์ตการลงทุนคุณภาค

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น การเสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน การสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมท้้งเสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การลดค่าครองชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน