วานนี้ (2 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายเกี่ยวกับการลาป่วยของลูกจ้างในประเทศเยอรมนี โดยนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเคยออกมาแสดงความกังวลหลายครั้งเกี่ยวกับนโยบายการลาป่วยที่หละหลวมเกินไปของประเทศ ออกมากล่าวยกย่องการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมความแข็งแกร่งแก่เศรษฐกิจของชาติ
“เราไม่อาจยอมรับสถิติการลาป่วยที่สูงผิดปกติในบริษัทต่าง ๆ ของเราได้อีกต่อไป” เมิร์ซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าว “เรากำลังจะยกเลิกการโทรศัพท์มาขอลาป่วย และเปลี่ยนมาบังคับใช้เกณฑ์ที่ต้องยื่นใบรับรองแพทย์ตั้งแต่วันแรกที่ลาป่วยแทน เรารู้ดีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เราไม่สามารถแบกรับความเสียเปรียบทางการแข่งขันที่เกิดจากการขาดงานเป็นเวลานานเช่นนี้ได้อีกแล้ว”
ตามนโยบายเดิมของเยอรมนี ลูกจ้างสามารถลาป่วยโดยยังได้รับค่าจ้างตามปกติได้นานถึง 6 สัปดาห์ และหากพนักงานป่วยด้วยโรคอื่นหลังจากนั้น สิทธิการลาป่วยแบบได้เงินจ้าง 6 สัปดาห์ ก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งสิทธินี้ยังไม่รวมถึงวันหยุดพักร้อนประจำปีอีก 6 สัปดาห์ ที่พนักงานส่วนใหญ่ได้รับอยู่แล้ว
การปรับเปลี่ยนเกณฑ์การลาป่วยที่เข้มงวดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายที่เป็นมิตรต่อแรงงาน และเป็นประเทศที่มีหลายบริษัทเคยสนับสนุนแนวคิดการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์
นอกเหนือจากการคุมเข้มเรื่องวันลาป่วยแล้ว เยอรมนียังได้ผ่านกฎหมายปฏิรูปเพื่อทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณจาก 65 ปี เป็น 67 ปี รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างงานระยะสั้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
จากผลสำรวจของ “บิลด์” สื่อแท็บลอยด์ชื่อดังของเยอรมนี ระบุว่า แรงงานชาวเยอรมันใช้สิทธิลาป่วยเฉลี่ยสูงถึง 14.8 วันต่อปี
อย่างไรก็ตาม นายมาร์คุส บลูเมนธาล-เบเยอร์ ประธานสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปแห่งเยอรมนี ได้แสดงความกังวลผ่านเครือข่ายสำนักข่าวออนไลน์อาร์เอนเด ว่า ข้อบังคับที่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ตั้งแต่วันแรกที่ลาป่วยนี้ อาจส่งผลกระทบขั้น “หายนะ” โดยจะทำให้เกิดภาวะ “คอขวด” ในระบบสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากมีภาระเพิ่มขึ้นในการออกเอกสาร และมีจำนวนผู้ป่วยมาใช้บริการจากสถานรักษาพยาบาลสูงขึ้น
ด้านนายกรัฐมนตรีเมิร์ซยังคงยืนยันว่า มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งกำลังประสบภาวะยากลำบากมาตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และยังได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสงครามในยูเครนและอิหร่าน
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : REUTERS



