เมื่อวันที่ 3 ก.ค. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ช่วยราชการ บก.สส.สตม. และพ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ชาวเกาหลีใต้ 7 คน หลังลักลอบตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศไทย ใช้บ้านพักหรูย่านสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์หลอกลวงชาวเกาหลีใต้ผ่านเว็บไซต์หาคู่ที่แอบอ้างเป็นแพลตฟอร์มค้าประเวณีออนไลน์ มีผู้เสียหายกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 100 ล้านบาท
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก กก.ปอพ. บก.สส.สตม. ได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย แจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีใต้ลักลอบเช่าบ้านพักในไทย เพื่อจัดตั้งสำนักงานหลอกลวงประชาชน โดยสร้างเว็บไซต์หาคู่เป็นช่องทางโฆษณาบริการทางเพศแอบแฝง เมื่อผู้เสียหายสมัครใช้งานและจับคู่ในระบบ ผู้ต้องหาจะสวมรอยเป็นผู้ให้บริการทางเพศ พูดคุยสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกให้เหยื่อโอนเงิน และตัดการติดต่อในที่สุด

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้บ้านพักหรูย่านสาธุประดิษฐ์เป็นฐานปฏิบัติการ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นจากศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยบ้านพักหลังนี้เป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น พบคนเกาหลีใต้เดินทางเข้าออกโดยพฤติกรรมของในบ้านมักจะมีการสั่งอาหารเกาหลีมารับประทานอยู่เป็นประจำแต่ละครั้งจำนวนมาก จึงเชื่อได้ว่าอาศัยอยู่กันหลายคน อีกทั้งในเวลากลางคืนเปิดไฟและเปิดแอร์ทั้งคืนและมีการใช้ไฟในช่วง 2 เดือนหลัง จากเดิมที่ใช้ไฟฟ้าเพียงหลักพันบาทต่อเดือน ค่าไฟกลับสูงกระโดดถึงเดือนละเกิน 20,000 บาท
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ได้รวม 7 คน ประกอบด้วย นายอึน อายุ 42 ปี, นายแจชาน อายุ 31 ปี, นายดงยอง อายุ 31 ปี, นายจงแบ อายุ 29 ปี, นายซังจุน อายุ 27 ปี, นายชีอู อายุ 31 ปี และนายฮเยวอน อายุ 30 ปี โดยทั้งหมดกำลังนั่งตอบข้อความกับผู้เสียหายผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวภายในบ้านพัก เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวม 63 รายการ

สำหรับการหลอกลวงจะสร้างแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์หาคู่ก่อนชักชวนโฆษณาค้าประเวณีแอบแฝง โดยจะหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อแล้วโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินแล้ว จะหลอกให้เหยื่อจ่ายค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่อ หากเหยื่อไม่หลงเชื่อก็จะหลอกลวงต่ออีกว่าให้โอนเงินมาเพื่อดำเนินการถอนเงินที่โอนมาในตอนแรกกลับคืนไป
จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พบว่าผู้ต้องหา 3 คน เป็นบุคคลตามหมายจับของทางการเกาหลีใต้ ได้แก่ นายแจชาน มีหมายจับคดีฉ้อโกง 12 หมาย, นายอึน มีหมายจับข้อหาจัดตั้งองค์กรอาชญากรรม 2 หมาย และนายดงยอง มีหมายจับคดีฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ 1 หมาย

ภายหลังการจับกุม ผบก.สส.สตม. ได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน พร้อมขึ้นบัญชีเป็นบุคคลต้องห้าม (Blacklist) ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศไทยอีก ก่อนควบคุมตัวส่งห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรอผลักดันกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐเกาหลี
พล.ต.ต.พันธนะ ย้ำว่า จะเดินหน้าตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำผิดของบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้ที่มีหมายจับหรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งข้อมูลมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ



