ท่ามกลางการเติบโตของตลาดสุขภาพ ความงาม และเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม PhytoEX เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยจากวัตถุดิบต้นน้ำสู่ สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง หรือ Bioactive Ingredients ที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง

แพลตฟอร์ม PhytoEX ถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง ตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การพัฒนากระบวนการสกัด การเพิ่มประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ การทดสอบประสิทธิภาพเชิงลึก ไปจนถึงการเชื่อมโยงภาคเอกชนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

เป้าหมายสำคัญของ PhytoEX คือ การสร้างสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยที่มีมาตรฐาน มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพระยะยาว

ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX กล่าวว่า หัวใจของแพลตฟอร์มนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อสมุนไพรไทย จากการเป็นเพียงวัตถุดิบทางการเกษตรหรือสารสกัดทั่วไป ไปสู่การเป็น high-value bioactive ingredients ที่มีความชัดเจนทั้งด้านคุณภาพ กลไกการออกฤทธิ์ และข้อมูลการทดสอบ

PhytoEX ใช้แนวทางการพัฒนาที่ผสานหลายเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กระบวนการสกัดที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการกักเก็บและห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ระดับนาโน หรือ nano-encapsulation เพื่อเพิ่มความคงตัว การนำส่ง และประสิทธิภาพของสารสำคัญ ไปจนถึงการทดสอบเชิงลึกในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และในคลินิก

หนึ่งในระบบทดสอบสำคัญคือ Skin Longevity Testing Platform ซึ่งใช้โมเดลชิ้นเนื้อผิวหนังมนุษย์เพาะเลี้ยง หรือ Skin 4D เพื่อประเมินผลของสารออกฤทธิ์ต่อ biomarker สำคัญที่เกี่ยวข้องกับด้าน skin longevity เช่น การวัดความยาวเทโลเมียร์ และการตรวจวัดอายุชีวภาพของผิว หรือ epigenetic aging clock รวมถึง เสาหลักสภาวะชราด้านอื่น ๆ (Aging hallmarks) ซึ่งเป็นรากฐานของนวัตกรรม Longevity

“ระบบดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การอ้างอิงภูมิปัญญาหรือข้อมูลทั่วไป แต่สามารถสร้างหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ”

ภายใต้แพลตฟอร์ม PhytoEX สวทช. ได้พัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและพืชศักยภาพสูงหลายรายการ โดยมีการทดสอบทั้งในระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และบางรายการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบทางคลินิก

เช่น GingerizEX สารออกฤทธิ์จากขิงที่มีสารสำคัญสูง และได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง จากการทดสอบในโมเดลผิวมนุษย์ พบว่าสามารถสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน และลดการเจริญเติบโตของเชื้อก่อสิว นอกจากนี้จากการทดสอบในหนูทดลองยังมีประสิทธิภาพในการลดไขมันอีกด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่าง คืTelozaEX สารออกฤทธิ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาศักยภาพด้านการดูแลความเสื่อมของเซลล์ผิวเชิงลึก โดยผ่านการประเมินในโมเดล Skin 4D และพบศักยภาพในการฟื้นฟูความยาวของเทโลเมียร์ในผิวหนังมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์กลุ่ม Skin longevity

นอกจากนี้ ยังมี MeloLifeEX สารออกฤทธิ์จากมะระขี้นกที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโนไขมัน โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการฟื้นฟูผิว และการยืดอายุขัยในหนอนทดลอง รวมถึง LifraSenzEX นวัตกรรมสารผสมจากสมุนไพรที่มีข้อมูลสนับสนุนด้านการลดระดับคลอเลสเตอรอล เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ในโมเดลหมู

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญคือ SulfloraEXารสกัดจากต้นอ่อนบรอกโคลีที่พัฒนาเพื่อคงสารสำคัญให้อยู่ในรูปแบบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการปกป้องเซลล์และการสนับสนุนสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดได้ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

นอกจากการพัฒนาสารออกฤทธิ์แล้ว สวทช. ยังเตรียมพัฒนา VeriX Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับเผยแพร่ข้อมูลผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ของสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการส่งทดสอบกับทีมวิจัยของ PhytoEX โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เข้าใจง่าย และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ประกอบการสื่อสารทางธุรกิจ

VeriX Platform จะทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสำคัญของการทดสอบ เช่น ผลิตภัณฑ์หรือสารที่ได้รับการทดสอบ โมเดลที่ใช้ในการทดสอบ วิธีการทดสอบ ตัวชี้วัดทางชีวภาพ หรือ biomarkers ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลลัพธ์ที่ตรวจพบจากการทดสอบ โดยมีสื่อประกอบ เช่น วิดีโออธิบายผลการทดสอบโดยหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และคู่ค้าทางธุรกิจเข้าใจข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและเป็นกลางมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่แม้มีการลงทุนทำวิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์แล้ว แต่ไม่สามารถนำผลการทดสอบไปสื่อสารได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อการใช้ข้อความโฆษณาที่เกินขอบเขตของการกล่าวอ้างผลิตภัณฑ์ VeriX จึโดยผู้ประกอบการสามารถนำลิงก์จาก VeriX Platform ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ สื่อการตลาด หรือเอกสารนำเสนอผลิตภัณฑ์ แทนการกล่าวอ้างผลด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว

ดร.ธวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของนวัตกรรมสมุนไพรไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดจริง PhytoEX จึงทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ผลิตสารออกฤทธิ์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ แบรนด์ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจ

ในระยะแรก สวทช. ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์จากแพลตฟอร์ม PhytoEX จำนวน 9 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดภายในปี 2569 จาก pipeline การพัฒนารวม 15 ผลิตภัณฑ์ พร้อมวางแผนต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงพาณิชย์และผู้จัดจำหน่ายสารออกฤทธิ์ในระดับสากล

“สมุนไพรไทยจะไม่ใช่เพียงมรดกทางภูมิปัญญา แต่จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพ ความงาม และ longevityดร.ธวิน กล่าวทิ้งท้าย