เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ได้ทำ
จดหมายเปิดผนึกถึงคณะอนุกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรโดยระบุว่า
ถึงเวลายกระดับ “อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่” เพื่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน
เรียน ท่านประธานและคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาอำนาจหน้าที่และแนวทางพัฒนาคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.)
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความชื่นชมและขобพระคุณคณะอนุกรรมาธิการเป็นอย่างสูง ที่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาประเด็น “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจ” อย่างจริงจัง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างของ กต.ตร. เท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันออกแบบอนาคตของระบบความปลอดภัยของประเทศไทย
สำหรับผม การเชิญเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเกียรติส่วนบุคคลในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันเปลี่ยน “แนวคิด” ให้กลายเป็น “ระบบ” ที่สามารถขับเคลื่อนได้จริง
วันนี้ ประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นักวิชาการ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือ
“ความปลอดภัยของประชาชน จะไม่สามารถอาศัยกำลังของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป”
โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับอาชญากรรมที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติ เหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ และภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เพียงลำพัง
ดังนั้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน จึงไม่ได้ลงทุนเพียงการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ลงทุนสร้าง “ระบบการมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้เป็นพลังของประเทศ
นโยบายรัฐบาล เปลี่ยนประชาชนจากผู้รับบริการ เป็นหุ้นส่วนของประเทศ
ในหลายโอกาสที่ผ่านมา ผมได้รับทราบแนวนโยบายและดำริของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ผมเห็นว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ
เมื่อรัฐบาลกำหนดทิศทาง
เมื่อรัฐสภาร่วมออกแบบกลไก
เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติ
วันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้กลายเป็น “ระบบ” จากหนังสือเชิญประชุม ผมเข้าใจว่าคณะอนุกรรมาธิการต้องการร่วมกันตอบคำถามสำคัญ 4 ประการ
1. ทิศทางและแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผมเห็นว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากแนวคิดว่า “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของตำรวจ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม โดยตำรวจเป็นผู้นำ และประชาชนเป็นหุ้นส่วน”
การมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้หมายถึงการให้ประชาชนทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่หมายถึงการทำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกันปัญหาในบทบาทที่เหมาะสม
ตำรวจ บังคับใช้กฎหมาย
ประชาชน ช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และดูแลชุมชน
กต.ตร. เชื่อมโยงประชาชนกับสถานีตำรวจ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่
โรงเรียน สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน
วัดและองค์กรศาสนา เสริมสร้างคุณธรรม
ภาคธุรกิจ สนับสนุนเทคโนโลยีและความรับผิดชอบต่อสังคม
ผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว ร่วมสร้างมาตรฐานความปลอดภัย
และผู้ดูแลพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนรวมตัวจำนวนมาก ร่วมวางมาตรการป้องกันเหตุ
เมื่อทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ความปลอดภัยของประชาชนจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
2. กรอบแนวคิดการขับเคลื่อน “อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่”
หลายคนถามว่าประเทศไทยมีภาคีเครือข่ายภาคประชาชนอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีอาสาตำรวจบ้านอีก คำตอบคือ ทั้งสองกลไกมีหน้าที่ต่างกัน ภาคีเครือข่ายสร้างความร่วมมือ แต่อาสาตำรวจบ้านสร้างความพร้อมในการปฏิบัติ ประชาชนที่มีจิตอาสามีอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ
ระบบคัดเลือก
ระบบฝึกอบรม
ระบบรับรองมาตรฐาน
ระบบกำกับดูแล
ระบบติดตามและประเมินผล
และระบบพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังสร้าง จึงไม่ใช่ “คนเพิ่ม” แต่กำลังสร้าง “ระบบ”
เหมือนกับที่ประเทศไทยมีประชาชนทุกคนช่วยดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว แต่เรายังต้องมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพราะความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ กับความพร้อมในการปฏิบัติ เป็นคนละเรื่องกัน
3. ปัญหาและอุปสรรคของ กต.ตร.
จากประสบการณ์การทำงานของผม ผมไม่คิดว่า กต.ตร. เป็นปัญหา แต่ผมคิดว่า “ระบบที่สนับสนุน กต.ตร.” ยังไม่สมบูรณ์ หลายพื้นที่มี กต.ตร. ที่มีศักยภาพ แต่ยังขาดสิ่งสำคัญเหล่านี้:
ขาดข้อมูล
ขาดตัวชี้วัด
ขาดฐานข้อมูลกลาง
ขาดระบบติดตามผล
ขาดเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ
จึงทำให้ กต.ตร. จำนวนไม่น้อย ยังทำหน้าที่เพียงการประชุมเป็นครั้งคราว ทั้งที่จริงแล้ว กต.ตร. ควรเป็นศูนย์กลางของการมีส่วนร่วมของประชาชน และเป็นกลไกกำกับทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่
4. ข้อเสนอการปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้าง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี ไม่ได้ขาดประชาชนที่มีจิตอาสา แต่เรายังขาด “ระบบ” ผมจึงเสนอให้เชื่อมโยง:
พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
ระเบียบ กต.ตร.
ระเบียบอาสาตำรวจบ้าน
หลักสูตรมาตรฐาน
ระบบรับรองคุณวุฒิ
ระบบฐานข้อมูลกลาง
ระบบติดตามและประเมินผล
ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมทั้งออกแบบแหล่งงบประมาณที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรายได้บางส่วนจากค่าปรับตามกฎหมายเข้าสู่กองทุนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพอาสาตำรวจบ้าน การประกันอุบัติเหตุ และการสนับสนุนภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ควรมีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมด้วย
ถึงเวลาร่วมกันสร้าง “ระบบ”
วันนี้ ผมไม่ได้มาขอให้ทุกท่านสนับสนุนเพียง “โครงการอาสาตำรวจบ้าน” แต่ผมขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสร้าง “ระบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจของประเทศไทย”
ระบบที่ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับบริการ แต่เป็นหุ้นส่วนของการรักษาความสงบเรียบร้อย
ระบบที่ตำรวจไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่มีเครือข่ายประชาชนที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการฝึกอบรม และพร้อมสนับสนุนภารกิจอย่างมีมาตรฐาน
ระบบที่รัฐบาล รัฐสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และประชาชน เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ขอเชิญทุกฝ่ายร่วมกันเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้เป็น “ระบบ”
ผมเชื่อมั่นว่าหากเราสามารถเปลี่ยนการมีส่วนร่วมของประชาชนจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงมีอาสาตำรวจบ้านเพิ่มขึ้น แต่จะมีชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น ตำรวจได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น เพราะความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน เมื่อรัฐบาลกำหนดทิศทาง รัฐสภาวางรากฐานเชิงนโยบาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนการปฏิบัติ และประชาชนลุกขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนของการดูแลบ้านเมืองร่วมกัน”
ด้วยความเคารพอย่างสูง



