เรียกว่าใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานแต่งที่กรุงเทพฯ วันที่ 18 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ของคู่รักซุป’ตาร์ดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ และสาวสวย ญาญ่า อุรัสยา หลังจากแต่งงานแบบเรียบง่ายที่ขอนแก่น บ้านเกิดฝ่ายชาย และที่นอร์เวย์ บ้านเกิดฝ่ายหญิงแล้ว งานล่าสุดเพื่อเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ และสื่อมวลชน ทำเอางานดังกล่าวถูกจับตามองหนักมากว่าจะเป็นงานอลังการและอบอวลไปด้วยรักแท้ที่หลายคนเชียร์มานานอีกหน โดยล่าสุดหนุ่มณเดชน์มาร่วมงาน CC DOUBLE O เปิดตัวแคมเปญ “THE NEW BASIC – Impossible to Ignore” งานนี้เจ้าตัวก็เล่าถึงเรื่องนี้ พร้อมเรื่องไรเดอร์ที่ถ่ายคลิปจนถึงบ้านของหนุ่มณเดชน์ จนหลายคนมองว่าไม่เหมาะสม และกังวลความปลอดภัย โดยหนุ่มณเดชน์เคลียร์หมดเปลือกทันที

ณเดชน์ เผยว่า “เรื่องไรเดอร์ จริงๆ ก็สงสารพี่เขาเหมือนกันนะ เพราะกระแสสังคมก็ค่อนข้างที่จะไปกระทบกับพี่เขา ก็ต้องขออภัยพี่เขาด้วย แต่ว่าเราเองก็ต้องปกป้องพื้นที่ของเราด้วยเหมือนกัน จริงๆ ผมเชื่อว่าพี่ๆ ไรเดอร์ทุกคนเนี่ยคงดีใจที่ได้มีโอกาสได้เจอเรา แต่ว่ามันไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีขอบเขตที่ทำให้แม้กระทั่งผมหรือตัวพี่เขาเองเข้าใจว่าอะไรคือข้อจำกัดหรือขอบเขตใช่ไหมครับ ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกครับ คือเราต่างคนต่างไม่ได้ปกป้องกันและกันเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งหนึ่งที่เราเลือกที่จะทำแบบนั้นโดยการที่ให้ผู้จัดการไปบอกเนี่ยเพราะว่าเราต้องการที่จะเป็น เรียกว่าเป็นบทเรียนให้กับตัวเราเองแล้วก็กับพี่ไรเดอร์ แล้วก็คนอื่นๆ อีกหลายๆ คน จริงๆ ทุกวันนี้พี่ๆ เวลาผมเดินทางไปไหน เขาก็ยังถ่ายได้อะไรเงี้ยครับ แต่ว่าอาจจะเป็นความผิดพลาดจริงๆ ที่พี่เขาดันไปลงคลิปที่ยาวจนไปตั้งแต่รับจนไปถึงบ้าน ซึ่งมันก็มีความไม่ปลอดภัยภัยกับตัวผมและคนที่อยู่ในบ้านของผมด้วยอะไรอย่างงี้แค่นั้นเอง เรารู้สึกว่ามันค่อนข้าง Sensitive แต่จริงๆ แล้วเรื่องของการมีกล้องติดรถ หรืออะไรเงี้ยมันเป็นเรื่องปกตินะครับ แต่ผมเชื่อว่าการที่เราแจ้งให้กับลูกค้าทราบก่อนน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือว่าเขาอาจจะถามผมก่อนก็ได้ว่าแบบขอเอาไปลงได้ไหม อะไรอย่างเงี้ย หรือว่าแบบจะไปลงแบบไหนอะไรอย่างนี้ ผมว่าการที่เรามีโอกาสได้ชี้แจงกันตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในตอนนี้”

“ก็เห็นว่าพี่เขามีกล้องติดอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าว่าอะไร เพราะส่วนใหญ่เหมือนคนที่เขาจะถ่าย เขาก็ถ่ายภาพนิ่งกัน ในประสบการณ์ผมส่วนใหญ่จะเป็นภาพนิ่ง แต่จริงๆ แล้ววิดีโอกับไรเดอร์นี่จริงๆ เขาต้องมี เพราะว่าเขาต้องปกป้องตัวเขาด้วยไงครับ ใช่ไหมครับ อุบัติเหตุเอย ลูกค้าเหวี่ยง ลูกค้าวีน หรืออะไรเอยก็ตามเงี้ย มันคือเหตุการณ์นี้มันไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกจริงๆ ครับ คือมันเป็นบทเรียนที่เราทั้งคู่ นะครับ แล้วก็สังคมได้เรียนรู้พร้อมๆ กัน แต่เคสนี้คนก็มองว่าไม่ควรถ่ายแบบนั้น แล้วมันเรื่องความปลอดภัย เพราะมันเป็นพื้นที่กลับบ้านตัวเรา มุมเนี้ยที่คนหลายๆ คนเป็นห่วงเรา ก็ขอบคุณครับที่เป็นห่วงตรงนี้ แต่ว่ามันคือความไม่รู้ของทั้งสองคนครับ ผมเองก็จริงๆ ถ้าผมเห็นกล้องผมอาจจะคิดใจได้ พี่ครับนี่ถ่ายวิดีโอจะไปลงหรือเปล่า ถ้าลงนี่ฝากอย่าเห็นบ้านผมได้อะไรอย่างเงี้ย ผมก็ต้องมีไหวพริบตรงนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ผมกำลังรู้สึกว่าเราอาจจะเคยชินมากๆ มั้งครับ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ปกป้องตัวเองด้วยครับ ถามว่าเข็ดไหมพอแบบโดนแอบถ่ายแบบนี้ ไม่เลย เรามีความรู้สึกเลยว่าต่อไปนี้คนน่าจะกลัวเราแน่ๆ คนไม่กล้าแบบถ่ายรูปหรือว่าอะไรอย่างนี้แบบไม่กล้าเจอเรา ที่ขึ้นพี่ไรเดอร์บ่อยเพราะผมอดใจไม่ไหวกับการขับรถในกรุงเทพฯ มากขนาดนั้น ผมอยู่แถวสุขุมวิทรถติดมากครับพี่ แล้วก็เลยรู้สึกว่าการที่เดิน หรือว่านั่งวินมอเตอร์ไซค์ มันเป็นสิ่งที่เรา เรารู้สึกว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเราก็เจอพี่ไรเดอร์เป็นประจำ บางทีไม่ได้รับก็จอดถ่ายรูป”

“ผมว่าก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บริษัทไรเดอร์ทุกๆ ที่ อาจจะต้องมีการตระหนักถึงตรงนี้กับพี่ๆ ไรเดอร์หลายๆ ท่านด้วย เพราะว่าคือแต่ละคนเขาก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมายด้วยครับ ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับกฎหมายอะไรเงี้ย เพราะฉะนั้นเนี่ยการ Acknowledge ในเรื่องกฎหมายมาตราต่างๆ นี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บริษัทควรที่จะทำให้กับบุคลากรของตัวเองด้วย ถามว่าน้องญาญ่าเป็นห่วงเราไหม ก็ไม่เลยครับ ผมตัดสินใจแทนทุกอย่างเลยครับ ไม่ให้ไปถึงน้องต้องตัดสินใจเลยครับ แต่การฟ้อง ไม่มีทาง ไม่มีทางครับ ไม่มีทางจะฟ้องร้องในความผิดพลาดของเราทั้งคู่ครับ มันคือความผิดพลาดของเราทั้งคู่ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่งครับ มันเป็นการที่เราทั้งสองคนไม่รู้เลยอะไรอย่างเงี้ย ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปฟ้องร้องเค้า ไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องด้วยซ้ำ เพราะว่าผมเป็นผู้ชายครับ มีอะไรผมยังชกต่อยถีบได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอันตรายนะครับ ถ้าสมมุติว่าผู้หญิงไปใช้บริการแล้ว แล้วมันมีเรื่องแบบที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ปลอดภัยจริงๆ เวลาเราชี้แจงแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจไงครับ เราได้รับฟังข้อมูลแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจ กำแพงหรือความรู้สึกกลัวหรืออะไรเงี้ยมันจะน้อยลง ผมเชื่อว่าบทเรียนครั้งนี้น่าจะกระจายไปในทุกๆ พื้นที่ในสังคมแล้ว เราก็กลับมาใช้ชีวิตกันปกติแบบที่ไม่ต้องแบบห่วงหน้าห่วงหลัง คุณเจอผมได้ ผมก็เจอคุณได้ มีความสุขกันแค่นั้นเองครับ เป็นเพื่อนร่วมทางกัน แนะนำพูดคุยเรื่องสิ่งดีๆ ด้วยกันได้ครับ”

ณเดชน์ เล่าต่อว่า “เรื่องหล่อขึ้นสำหรับออร่าเจ้าบ่าว ผมเชื่อนะเพราะว่าตอนพี่หมากแต่งงานน่ะเค้าก็ดูหล่อ ตอนนี้ก็ถึงทีผมบ้างแล้ว ตอนนี้ก็พร้อมครับ เตรียมพร้อมหมด แต่ด้วยความที่ว่ามันจะกระชั้นชิดกับงานของนอร์เวย์มากๆ เราก็ค่อนข้างที่จะรีบเร่งมากๆ จริงๆต้องขอประทานโทษหลายๆ ท่านด้วยที่ไม่ได้มีโอกาสไปมอบการ์ดด้วยตัวผมเอง ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ว่าเราก็พยายามที่จะเชิญทุกคนมาร่วมเป็นความทรงจำในวันสำคัญครั้งที่สามของชีวิตเรา หลายคนชมถึงเรื่องการ์ด จริงๆ ก็โชคดี ที่ได้ทีมมีเดียมาทำการ์ดให้ แล้วรู้สึกว่าเค้ารังสรรค์จินตนาการของผมกับน้องได้มาเป็นรูปเป็นร่างเป็นรูปธรรมจริงๆ รู้สึกว่าเค้าเอาดีเทลลายเส้นของการวาดไทยมาผสมกับความเป็นสากล มันเป็นเสน่ห์ที่เรารู้สึกว่าเราใส่ในดีเทลนี้ด้วย ที่ทำไอเดียนี้ มันมาจากเรื่องเล่า คือคนที่เรามีโอกาสได้เชิญมา ที่กรุงเทพฯ การ์ดอ่ะเราเล่าเรื่องตั้งแต่ว่างานแต่งขอนแก่น งานแต่งนอร์เวย์ แล้วก็ตอนมีภาพไปถ่าย Pre wedding แล้วก็มีบรรยากาศที่ผมได้มีโอกาสไปขอน้องญาญ่าอยู่ในการ์ดเดียวกัน แล้ว Chapter ต่อไปก็คือบุคคลทุกท่านที่ได้รับเชิญมาก็จะอยู่ใน Chapter ต่อไปที่อยู่ในชีวิตเรา ประมาณนั้น งานที่จะเกิดขึ้นวันที่ 18 ก.ค.นี้ก็จะเน้นเป็นโทนขาวเรียบง่าย ถามว่าพอมันเป็นรอบที่สามแล้วมันยากขึ้นไหมในเรื่องของธีมงานหรือว่าไอเดียต่างๆ จุดนี้ไม่ยากครับ รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นตัดสินได้เก่งขึ้นและชัดเจนมากขึ้น เราจะไม่คิดหน้าคิดหลังว่าแบบไหนดี แต่เราจะฟันธงไปเลยอะไรที่ชอบตั้งแต่แรกก็คือตัดสินใจไปเลย”