เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมด้วย นางสาววัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนางวิบูลผล พร้อมมูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กับ สมาคม MOA International มูลนิธิเกษตรธรรมชาติ MOA ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ MOA มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมโมกิจิ โอกาดะ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA เมืองอาตามิ จังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับเกียรติจากนายโคเฮ นากายิม่า ประธานกรรมการ MOA INTERNATIONAL ASSOCIATON นพ.ซูซูกิ คิโยชิ ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์วิทยาศาสตร์ MOA นายอาเบะ ทาคุ ประธานกรรมการมูลนิธิเกษตรธรรมชาติ MOA ดร.อูจิดะ โทคูโงะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA นายสุชาญ ศีลอำนวย กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิเอ็มโอเอไทย พร้อมผู้บริหารองค์กรภาคีของ MOA ร่วมเป็นสักขีพยานและลงนามความร่วมมือ เพื่อยกระดับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เกษตรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม สุขภาวะ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะยาวระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น
ก่อนพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมประชุมหารือเพื่อติดตามความก้าวหน้าของความร่วมมือที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานและกำหนดทิศทางความร่วมมือในระยะต่อไป โดยได้ทบทวนผลสำเร็จของกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกัน ทั้งด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านศิลปะและวัฒนธรรม การขยายผลแนวคิดเกษตรธรรมชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายการเรียนรู้ ตลอดจนการสร้างพื้นที่ต้นแบบที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

ในการหารือครั้งนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวชื่นชมมูลนิธิ MOA ที่ให้การสนับสนุนกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมเกษตรธรรมชาติ การจัดกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในพื้นที่ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกจากนี้ แนวคิดและกิจกรรมของมูลนิธิ MOA ยังสอดรับกับการน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน โดยยึดหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมใช้ความรู้ควบคู่คุณธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน
ขณะที่ นายนากาจิมะ ประธานกรรมการบริหารสมาคม MOA International และผู้บริหารมูลนิธิ MOA ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีภารกิจครอบคลุมและหลากหลาย ทั้งด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับปรัชญาและพันธกิจของ MOA ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความสุขผ่านการพัฒนาคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล รวมทั้งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรจะสามารถต่อยอดและขยายผลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมมิติด้านการส่งเสริมสุขภาวะและสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่สมดุล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมร่วมกันกำหนดกรอบแนวทาง (Roadmap) สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การอบรมบุคลากร การขยายเครือข่ายต้นแบบ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และสุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Community Learning and Wellness Ecosystem)” บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเอง และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ภายหลังการประชุมหารือ ได้เข้าสู่พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายนากาจิมะ (Mr. Nakajima) ประธานกรรมการบริหารสมาคม MOA International กล่าวเปิดพิธีและกล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีที่ความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการต่อยอดและขยายระยะเวลาการดำเนินงานร่วมกันอีกครั้ง เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
การลงนามครั้งนี้เป็นการ ต่ออายุและขยายระยะเวลาความร่วมมือ ใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านเกษตรธรรมชาติ ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ สมาคม MOA International มูลนิธิเกษตรธรรมชาติ MOA ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ MOA และมูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมโมกิจิ โอกาดะ เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกันในระยะยาว ครอบคลุมการพัฒนาการเรียนรู้ การอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เกษตรธรรมชาติ สุขภาวะ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
จากนั้น ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวในพิธีลงนามว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณ MOA International ที่ให้การสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดพิธี โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นการปรับปรุงให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยมุ่งเน้นการวิจัยและการปฏิบัติจริงด้านเกษตรธรรมชาติ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ไม่ใช้สารเคมี ภายใต้แนวคิด “จิตเป็นเกษตรกรรม ปัญญาเป็นธรรมชาติ” พร้อมกำหนดแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพครู วิทยากร และบุคลากรด้านการเรียนรู้ การขยายกิจกรรมสู่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบของ MOA Group ในเขตเมือง บูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม เกษตรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และงานวิจัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้องและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงผลการเรียนรู้เข้าสู่ระบบคุณวุฒิของประเทศ ผ่านการออกวุฒิบัตรและการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) สำหรับผู้ผ่านการอบรม เพื่อยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประชาชนทุกช่วงวัย
ดร.เกศทิพย์ กล่าวในตอนท้ายว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการบันทึกขยายเวลาบันทึกข้อตกลงระหว่างสององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับความร่วมมือไปสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง เกษตรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม สุขภาวะ และการพัฒนาชุมชน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และร่วมกันขับเคลื่อน ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และสุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต.



