เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570” เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศในระยะ 20 ปี โดยจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมการพัฒนาระบบคมนาคมทุกโหมดการเดินทาง แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ขนส่งทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม แบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน โครงการ Quick Win (ปี 2569-2570) ต้องเห็นเป็นผลงานภายใน 3-6 เดือนหลังจากนี้ ส่วนระยะกลาง จะต้องได้เห็นภายใน 3-5 ปี และแผนระยะยาว ต้องได้เห็นภายใน 10-20 ปี

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 13 ก.ค.2569 จะสรุปทั้งหมดว่าแผนงานแต่ละระยะจะมีโครงการใดบ้าง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ตามการลงทุนโครงการต่างๆ ในยุคปัจจุบันของกระทรวงคมนาคม ไม่ควรรอพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว บางโครงการควรใช้วิธีการระดมทุนจากแหล่งทุนภายนอก หรือเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำเร็จเร็วขึ้น จากเดิมบางโครงการต้องใช้เวลา 20 ปีจึงจะสำเร็จ ก็อาจเหลือเพียง 10-15 ปี หรือ 5 ปีในบางโครงการ ซึ่งความรวดเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านคมนาคม และโลจิสติกส์ของอาเซียนได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพนำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายปี แต่หากต้องการรักษาความได้เปรียบดังกล่าวไว้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วขึ้น จึงต้องเปิดทางให้มีการระดมทุนมากขึ้น โดยจะดำเนินการเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างรายได้ หรือจัดเก็บค่าบริการได้ อาทิ โครงการทางพิเศษ(ด่วน)จังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) หมายเลข 8 หรือ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ของกรมทางหลวง(ทล.) เป็นต้น ซึ่งสามารถนำรายได้ไปต่อยอดในการระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund (TFFIF) หรือระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การลงทุนโครงการผ่านการระดมทุนจะพิจารณาเป็นรายโครงการ ไม่ใช่ทุกโครงการ จะคัดเลือกเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนยังต้องได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระเกินไป อย่างไรก็ตามในส่วนของระบบราง ก็สามารถเปิดระดมทุนได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ได้เปิดให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมเดินรถได้แล้ว ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้จากการเดินรถ และพื้นที่เชิงพาณิชย์เท่านั้น.