เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน ระบุข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรค “ด่วน! สส.รัฐบาล โหวตเห็นชอบตาม สว. ให้นิรโทษฯ ไม่รวมคดี 112 แต่ล้างผิดคน ล้มเลือกตั้ง ฮั้ว สว. ปรองดองแบบเลือกปฏิบัติ?” ว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นเฟคนิวส์ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง หลายประเด็นโดยเฉพาะกับพรรคอันดับ 2 ของประเทศคือพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ให้ข่าวเฟคนิวส์ ตนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทำไม พรรคประชาชน ถึงให้ข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะบุคคลเหล่านี้ก็อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร และได้อภิปรายด้วย
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ที่วุฒิสภาได้แก้ไข และยืนยันในหลักการว่ามาตรา 3 ระบุไว้ว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 และความผิดที่เป็นการกระทำต่อส่วนตัวหรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย หรือเฉพาะกลุ่ม นี่คือสิ่งที่วุฒิสภายืนยันมาตามร่าง ของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีเปลี่ยนแปลงหลักการ
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่การที่พรรคประชาชนโพสต์ระบุข้อความดังกล่าว ต้องเรียกว่าเฟคนิวส์ เป็นถึงพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 2 ของประเทศแต่โพสต์ข่าวในเพจของตัวเอง แบบนี้บ่งบอกถึงมาตรฐานที่ควรจะมีกับพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ดังนั้นขอฝากถึงพรรคประชาชนว่าโพสต์อะไรก็ตาม ขอให้เป็นข้อเท็จจริง อย่าทำให้พรรคประชาชนดูต่ำ เฟคนิวส์แบบนี้ ขอร้องเลยว่า ช่วยมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ การที่โพสต์แบบนั้นเป็นสิ่งที่เจตนาหรือไม่เจตนาอย่างไรเอาให้ชัด ไม่ใช่เขียนแบบนี้แล้วเปลี่ยนข้อความในโพสต์ คนอ่านเป็นหมื่นเป็นแสนไปแล้ว แต่ข้อมูลที่ให้ไปผิด จะรับผิดชอบอย่างไร
“หรือจะทำเหมือนเดิมสไตล์เดิม เมื่อก่อนผมเรียกระบอบส้ม วันนี้ผมไม่เรียกระบอบส้มแล้ว ผมเรียกลัทธิส้มไม่เน้นข้อเท็จจริง ไม่เน้นข้อกฎหมาย เน้นยอดไลก์ ยอดแชร์ ทำไปเพื่ออะไรผมถามจริงๆ เอาอะไรที่มันชัดๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เอาอะไรที่เป็นข้อคิดเห็น ผมขอในประเด็นนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ช่วยออกมาชี้แจง ว่าสิ่งที่โพสต์มีเจตนาอย่างไร จะขอโทษก็ได้ ไม่ขอโทษก็ได้ ผมไม่สนใจ แต่ขอให้มาชี้แจง ไม่ใช่เงียบ” นายพิสิษฐ์ กล่าว
นายพิสิษฐ์ กล่าวถึงกรณีฮั้ว สว. ว่า ตนเบื่อมากที่จะต้องมานั่งตอบคำถามกรณีนี้แล้ว ยืนยันว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่จะมีแล้วนิรโทษกรรมให้กับคดีฮั้ว สว. เพราะกฎหมายนี้เสนอมาก่อนที่จะมีการเลือก สว.ชุดนี้ ดังนั้นตน และสมาชิกวุฒิสภาต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้มีความชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ที่ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งเยาวชน ซึ่งถ้าเราทำกฎหมายนี้ยกเว้น 112 ให้กับเยาวชนตนกลัวว่าวันนี้จะเป็นบรรทัดฐานของคนบางกลุ่มลัทธิบางลัทธิ เอาเรื่องนี้ไปเสี้ยมหรือสอนเยาวชนให้เกิดการต่อต้านสถาบันดูหมิ่นสถาบัน
”ผมกลัวมากๆ ถ้าเราไม่เขียนให้ชัดแบบนี้แล้วจะเกิด ความผิดกับเยาวชน ซึ่งผมเสียดายมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาในช่วงหลังปี 62 ที่มีการชุมนุมต่างๆ แล้วเอาเรื่องสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้องเราต้องแยกแยะว่าวันนี้การเมืองก็คือการเมืองสถาบันการปกครองก็คือสถาบันการปกครองไม่เกี่ยวข้องกันแต่มีลัทธิหรือกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามที่จะให้เกี่ยวข้องกัน ซึ่งถ้าเราไม่เขียนให้ชัดแบบนี้ผมบอกได้เลยว่ามีคนใช้ช่องทางนี้ในการเสี้ยมสอนเยาวชนอีก วุฒิสภาจึงให้เพิ่มเรื่องนี้อย่างชัดเจน” นายพิสิษฐ์ กล่าว
นายพิสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า เราไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งขึ้นอีกแล้ว พอกันที เราเบื่อมาก 20 ปีที่เล่นกีฬาสีกัน แดงบ้าง เหลืองบ้าง หลากสีบ้าง พอได้แล้ว ประเทศไทยขอเดินหน้าบ้าง เศรษฐกิจไม่ไปไหนเพราะปลูกเมล็ดกีฬาสี ต่างชาติที่ไหนจะกล้ามาลงทุน รัฐบาลเอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนี้เรามาจับมือกัน เราคือคนไทยด้วยกัน ความขัดแย้งทางการเมืองต้องให้มันจบในสภา ไม่ต้องไปจบบนท้องถนน ตนเบื่อมากกับการที่มาจบกันบนท้องถนน ในอดีตตนเคยเข้าร่วม แต่วันนี้ตนไม่เอาแล้ว อยากให้มันจบในสภาแห่งนี้ ใช้เสียงของประชาชนเป็นคนตัดสิน
นายพิสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. ภายหลังที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภามีการแก้ไขว่า จะรอลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้ ต้องบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะช่วยประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2568 ประมาณ 6,000 คน แต่คดีที่เป็นข้อกล่าวหา 4 ล้านกว่าคดี ดูเหมือนเยอะมาก เพราะมีการรวม พ.ร.บ.จราจร เข้ามาด้วย อย่างที่บอกคืออยากให้จบไม่เอาแล้วกีฬาสี หยุดกันสักที.



