นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 9 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ จ.ตาก จ.พิษณุโลกจ.นครสวรรค์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว จ.อุบลราชธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์  ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 21 ลำ และเครื่องบินกองทัพอากาศ จำนวน 3 ลำ และ 3 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.เพชรบุรี ที่ปฏิบัติการด้วยชุดอุปกรณ์การพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และวางแผนปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

จากการติดตามสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ พบว่า เดือนมิถุนายน –  กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่ประสบปัญหาเอลนีโญ   จึงมีการวางแผนการทำงานในเชิงรุก ไม่รอให้เกิดวิกฤติ โดยจะติดตามสภาพอากาศและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมพร้อมอากาศยาน เครื่องมือ งบประมาณเพื่อทำงานอย่างเต็มศักยภาพ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำ มุ่งเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนตั้งแต่ฤดูฝนในเขื่อนหลัก

จากการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 6 กรกฎาคม 2569ปฏิบัติการไปจำนวน 107 วัน 958 เที่ยวบิน มีฝนจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.13 มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรจำนวน 59 จังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร จ.นครสวรรค์ จ.กาญจนบุรี จ.นครราชสีมา จ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.สระแก้ว จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชุมพร จ.ตรัง จ.ระนอง เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้พื้นที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เช่น เขื่อนคลองสียัด เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนภูมิพล