เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายวีระพันธุ์ สุวรรณามัย สว. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “วิกฤติการเงิน รพ. ยังไม่คลี่คลาย นับวันยิ่งหนักขึ้น เรื่องนี้กระทบทุกคน!
ผมเพิ่งเห็นตัวเลข “เงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข” ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2569 แล้วต้องบอกตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนธรรมดาแล้ว แต่เป็นไฟแดงที่กะพริบอยู่ตรงหน้าเราทุกคน เงินบำรุงคือเงินหมุนเวียนที่โรงพยาบาลใช้ซื้อยา เวชภัณฑ์ จ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ ทั้งประเทศมีโรงพยาบาล 903 แห่ง เงินบำรุงคงเหลือสุทธิรวมกันเหลือเพียง 18,978 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 3,725 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ 400 แห่ง เงินบำรุงติดลบ หมายความว่าใช้เงินเกินกว่าที่มีอยู่แล้ว และอีก 485 แห่ง มีเงินเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโรงพยาบาลหนึ่งแห่ง เงินจำนวนนี้อาจไม่พอค่ายาแม้แต่เดือนเดียว กลุ่มที่หนักที่สุดคือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นด่านหน้าดูแลคนในอำเภอทั่วประเทศ ติดลบไปแล้ว 339 แห่ง มากที่สุดในทุกประเภท นี่คือโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเราที่สุด
และตัวเลขที่ทำให้ผมต้องออกมาย้ำถึงความอันตรายของระบบอีกครั้ง คือ โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤติการเงินระดับสูงสุด หรือระดับ 7 เพิ่มจาก 9 แห่ง เป็น 30 แห่ง ภายในไม่กี่เดือน พุ่งขึ้น 3 เท่า วิกฤติระดับ 6 เพิ่มจาก 15 เป็น 32 แห่ง ระดับ 5 เพิ่มจาก 4 เป็น 16 แห่ง ทุกระดับพุ่งขึ้นพร้อมกันหมด
ถ้าปล่อยไว้ อะไรจะเกิดขึ้น? โรงพยาบาลที่เงินติดลบจะเริ่มจากการค้างจ่ายค่ายาบริษัทยา เมื่อค้างนานเข้า บริษัทจะหยุดส่งยา ยาบางตัวจะขาด คนไข้โรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ จะได้ยาไม่ครบหรือต้องเปลี่ยนยา เครื่องมือแพทย์ที่เสียจะไม่ได้ซ่อม บุคลากรที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วจะยิ่งขาดขวัญกำลังใจ และสุดท้ายคุณภาพการรักษาจะค่อยๆ ถดถอยลงโดยที่ประชาชนไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งวันที่เราหรือคนที่เรารักต้องเข้าโรงพยาบาลเอง
ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ว่าหมอพยาบาลทำงานไม่ดี แต่คือรายรับที่โรงพยาบาลได้จากระบบหลักประกันสุขภาพไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งค่ายา ค่าแรง และจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรายรับต่ำกว่ารายจ่ายต่อเนื่องหลายปี เงินสะสมที่เคยมีก็ค่อยๆ ละลายหายไปอย่างที่เห็นในตัวเลขวันนี้ ในฐานะที่ผมทำงานอยู่ในกรรมาธิการสาธารณสุขของวุฒิสภา ผมกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง และการแก้โครงสร้างการเงินการคลังสุขภาพ ต้องทำก่อนที่โรงพยาบาลจะล้มเป็นโดมิโน สิ่งที่ประชาชนทำได้ตอนนี้คือ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด เพราะการป้องกันโรคคือการลดภาระระบบสาธารณสุขที่ตรงที่สุด และช่วยกันส่งเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าเรื่องนี้รอไม่ได้
ทั้งนี้ นายวีระพันธุ์ ระบุที่มาแหล่งข้อมูล จากกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 31 พ.ค. 69



