BEARHOUSE เปิดเผยแนวคิดเบื้องหลังความสำเร็จของแคมเปญ Collectible ที่สร้างกระแสให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ต่อแถวซื้อสินค้าและของสะสมในทุกครั้งที่เปิดตัว พร้อมระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการวางระบบซัพพลายเชนและการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตมาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงการทำการตลาดหรือการร่วมมือกับแบรนด์ดังเท่านั้น

บริษัทระบุว่า BEARHOUSE มุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าผ่านการทำ Global IP Collaboration กับคาแรกเตอร์และแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยม อาทิ Little Prince, Valorant, Jujutsu Kaisen และ Love and Deepspace โดยเปลี่ยนเครื่องดื่มให้เป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นของสะสมที่สะท้อนตัวตนและความทรงจำของผู้บริโภครุ่นใหม่

ทั้งนี้ เบื้องหลังทุกแคมเปญ ทีมบริหารซัพพลายเชน (SCM) จะเริ่มวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าจากปกติ โดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ วางแผนต้นทุน พัฒนาสินค้า ทดสอบคุณภาพ และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าและของสะสมได้พร้อมกันทุกสาขา โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพเดิม

BEARHOUSE ระบุว่า ปัจจุบันแบรนด์มีสาขากว่า 76 แห่งทั่วประเทศ และซัพพลายเออร์หลายรายที่ร่วมงานกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ได้เติบโตจนสามารถรองรับการผลิตในระดับประเทศไปพร้อมกับการขยายตัวของแบรนด์ สะท้อนแนวคิดการเติบโตร่วมกันระหว่างธุรกิจและพันธมิตรทางการค้า

สำหรับทิศทางในอนาคต บริษัทเตรียมขยายสาขาสู่ 100 แห่ง พร้อมพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์และขยายตลาดสู่ต่างประเทศในปี 2569 โดยยังคงยึดแนวทางการคัดเลือกวัตถุดิบ พันธมิตร และการรักษามาตรฐานคุณภาพ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคในทุกแคมเปญ