จังหวัดชุมพรได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสตาที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ด้วยพื้นที่เพาะปลูกกว่า 34,000 ไร่ กระจายอยู่ใน 8 อำเภอ และเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทยมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพด้านการผลิตสูง แต่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหาราคาผลผลิตผันผวน เนื่องจากส่วนใหญ่จำหน่ายเมล็ดกาแฟในรูปวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านการพัฒนาคุณภาพ จึงไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มศักยภาพ

การยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟโรบัสตาของจังหวัดชุมพรจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ และเครือข่ายเกษตรกร จัดตั้ง ศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจร จังหวัดชุมพร เพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แม้จังหวัดชุมพรจะเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสตาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่พื้นที่ปลูกและผลผลิตกลับมีแนวโน้มลดลงจากข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การประเมินคุณภาพ และการเข้าถึงตลาดกาแฟคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้ศักยภาพของผลผลิตได้อย่างเต็มที่

ศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจรจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการผลิต ตั้งแต่การจัดการสวน การเก็บเกี่ยวผลกาแฟ การหมัก การแปรรูป การอบแห้ง การคัดแยกเมล็ด การคั่ว ไปจนถึงการประเมินคุณภาพด้วยกระบวนการ Cupping โดยผู้เชี่ยวชาญ Q Robusta Grader ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้แล้ว ศูนย์ยังนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยมาสาธิตและให้เรียนรู้ อาทิ ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับไฟฟ้า ถังหมักกาแฟแบบไม่เติมอากาศ เครื่องคัดแยกเมล็ด และเครื่องคั่วกาแฟ เพื่อช่วยลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้สามารถแข่งขันในตลาดกาแฟคุณภาพได้

แนวคิดสำคัญของโครงการ คือการเปลี่ยนจากการจำหน่ายผลผลิตในรูปวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างมูลค่าด้วย “คุณภาพ” และ “มาตรฐาน” เพราะในปัจจุบันตลาดกาแฟคุณภาพพิเศษ หรือ Fine Robusta กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ กาแฟที่ผ่านการประเมินคุณภาพตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป จะมีมูลค่าสูงกว่ากาแฟทั่วไปหลายเท่า ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากขึ้น

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสามารถพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟจนผ่านมาตรฐาน Q Robusta และมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15–30 ขณะที่กาแฟคั่วคุณภาพสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงไม่น้อยกว่า 800 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบด้านกาแฟโรบัสตา และมีการเชื่อมโยงตลาดกับโรงคั่ว ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

การพัฒนาศูนย์กาแฟแห่งนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงการเพิ่มผลผลิตหรือยกระดับคุณภาพกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้มีความเข้มแข็ง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

ในระยะต่อไป ศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจรจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันจังหวัดชุมพรสู่การเป็น “Robusta Coffee Hub” หรือศูนย์กลางกาแฟโรบัสตาคุณภาพของประเทศไทย พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงกาแฟ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชน

การยกระดับกาแฟโรบัสตาของจังหวัดชุมพรจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก หากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิต Fine Robusta คุณภาพของโลก และทำให้จังหวัดชุมพรก้าวขึ้นเป็นเมืองหลวงของกาแฟโรบัสตาไทยอย่างแท้จริง