สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ว่า การที่รัสเซียประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้น แม้ในหลายประเทศที่ไม่ได้ซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซียโดยตรงแล้วก็ตาม


น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และการผลิตไฟฟ้า ทำให้การปรับขึ้นของราคามีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง


ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้การส่งออกก็ชะลอตัวอยู่แล้ว จากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ หลังโรงกลั่นหลายแห่งถูกโดรนของยูเครนโจมตี


ข้อมูลจากบริษัทเคปเลอร์ ระบุว่า การส่งออกน้ำมันดีเซลและก๊าซออยล์ของรัสเซียระหว่างวันที่ 1-10 ก.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่เพียง 234,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงจาก 400,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเดือน มิ.ย. และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 817,000 บาร์เรลต่อวัน


ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐและอิหร่านกลับมาใช้มาตรการทางทหาร เพิ่มความกังวลต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยิ่งยกระดับแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก


ด้านรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ลดลงมากกว่า 4.5 ล้านบาร์เรล เหลือ 97.8 ล้านบาร์เรล หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีราว 6%


แม้สหรัฐและยุโรปจะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียแล้ว แต่การระงับการส่งออกของรัฐบาลมอสโก ทำให้ประเทศผู้นำเข้าอย่างบราซิลและตุรกี ต้องแข่งขันกับยุโรปเพื่อซื้อน้ำมันดีเซลจากสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่า อาจกระทบต่อภาคพลังงาน การเกษตร และการขนส่งทั่วโลก รวมถึงทำให้ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS