สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ว่าสืบเนื่องจากกรณีที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ( พีแอลเอ ) ทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ


แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวถึงเรื่องนี้ ว่าการแจ้งเตือนของจีนเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการยิง และไม่ได้ให้รายละเอียดเพียงพอ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ประเทศสมาชิกถาวรทั้ง 5 แห่ง ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับการรับรองว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ( เอ็นพีที ) ที่ยึดถือร่วมกัน


ขณะเดียวกัน การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้น ท่ามกลางการขยายขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีนอย่างรวดเร็วและขาดความโปร่งใส ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากให้แก่ประเทศและดินแดนต่าง ๆ ในภูมิภาค


นอกจากนี้ สหรัฐมองว่า การยิงขีปนาวุธที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ โดยไม่เข้าร่วมกลไกการแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางการทูตตามปกติ ถือเป็นการกระทำที่ “ขาดความรับผิดชอบ” รัฐบาลวอชิงตันจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งเข้าร่วมการหารืออย่างจริงจัง เกี่ยวกับเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และการควบคุมอาวุธ พร้อมยืนยันว่า สหรัฐยังคงยึดมั่นในพันธกรณีด้านการป้องกันประเทศต่อพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาค


ด้านสำนักข่าวซินหัวของจีนระบุว่า การทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็น “การฝึกทางทหารประจำปีตามปกติ” และไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดโดยเฉพาะ


ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารบางส่วนมองว่า ขีปนาวุธที่จีนทดสอบครั้งนี้ น่าจะเป็น “เจแอล-3” ซึ่งเป็นขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำแบบทันสมัยที่สุดของจีน โดยรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ขีปนาวุธรุ่นดังกล่าวสามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาได้ หากยิงจากน่านน้ำชายฝั่งของจีน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : XINHUA