วันที่ 16 ก.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน
รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่
- ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น
- ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand-EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์โลกขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน หรือ Energy Resilience ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนมีทางเลือกในการผลิตหรือจัดหาไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีที่มีต้นทุนคุ้มค่าและตอบโจทย์ Net Zero
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ความคืบหน้าสำคัญคือมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ได้เพิ่งเห็นชอบการเปิดกว้างข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement หรือ DPPA จากเดิมที่หารือเฉพาะกลุ่ม Data Center 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด
นโยบายดังกล่าวนับเป็นสัญญาณสำคัญต่อนักลงทุนยุโรป เพราะไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่เพียงต้นทุนพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องดำเนินธุรกิจตามมาตรฐาน ESG และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ ภายใน 2 เดือน กระทรวงพลังงานจะออกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และต้นทุนราคาพลังงานที่ต้องแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับ BCG, ESG และเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเดินไปพร้อมกับโลก โดยขณะนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดและการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังเร่งปรับปรุงและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่คล่องตัว พร้อมย้ำว่าไทยมีนิคมอุตสาหกรรมกว่า 80 แห่งใน 18 จังหวัด ที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่จากยุโรป ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและมีความยั่งยืน
ทั้งนี้ ระหว่างการพบหารือ ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปเสนอความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งยานยนต์คาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในโรงงานและอาคาร นวัตกรรมสุขภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การเงิน ประกัน และระบบรองรับสังคมสูงวัย สะท้อนว่าไทยถูกมองเป็นฐานอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ใช่เพียงฐานผลิตต้นทุนต่ำ



