คุณเป็นหนึ่งในผู้ที่อยากได้รถไฟฟ้า เพราะชื่นชอบในความเงียบ เรียบลื่นและทรงพลัง แต่กังวลเรื่องระยะทางและไม่อยากเสียเวลาชาร์จ จนทำให้ไม่กล้าซื้อรถไฟฟ้ามาใช้ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ วันนี้อ้วนซ่ามีรูปแบบของรถที่น่าสนใจมาคุยกันขอรับ!
สวัสดีวันหยุด และพบกับสาระยานยนต์จาก “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย ดังที่จั่วหัวเรื่องเอาไว้ ถ้าคุณกำลังลังเลในการออกรถใหม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าล้วน หรือรถไฮบริดดี มันยังมีรถอีกแบบที่กำลังเติบโตและค่อนข้างเหมาะสมกับประเทศไทยที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไม่น้อย นั่นก็คือ รถยนต์ระบบ REEV (หรือบางเจ้าเรียกว่า EREV) ที่ย่อมาจาก (Range-Extended Electric Vehicle) หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเครื่องปั่นไฟในตัว!
ปัจจุบันเทคโนโลยีลูกผสมอย่าง REEV นี้กำลังอยู่ในจุดที่น่าสนใจที่สุดนับตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้นมา แต่มันก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดเชิงตลาด ซึ่งทำให้มันไม่น่าจะกลายเป็น “ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว” แต่มันก็สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้จำนวนมากได้ดีเช่นกัน ก่อนอื่นหากเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ลูกผสมอื่นๆ อย่าง HEV หรือ PHEV มันแตกต่างกับ REEV เช่นไร?
HEV = เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยกันขับล้อ
PHEV = เครื่องยนต์และมอเตอร์ต่างก็ขับล้อได้ พร้อมแบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น สามารถชาร์จไฟได้
REEV = ล้อขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ส่วนเครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็น “เครื่องปั่นไฟ” ไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ขนาดกลางๆ ความรู้สึกในการขับ REEV จึงแทบเหมือน EV ตลอดเวลา รถยังขับได้เงียบ อัตราเร่งเหมือนกับรถไฟฟ้าคือ ต่อเนื่องไม่มีการกระตุกของการเปลี่ยนอัตราทดอย่างที่เจอในรถเครื่องยนต์สันดาป เรียกง่ายๆนี่คือ รถไฟฟ้าที่มาพร้อมแผนสำรอง
ความแตกต่างของการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปที่ติดตั้งในรถ REEV ก็คือในขณะที่รถทั่วไปเครื่องสันดาปต้องรับโหลดเปลี่ยนไปตามสภาพการขับขี่ หรือในกรณีรถ PHEV เวลาแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำเราจะรู้สึกว่าเครื่องมีอาการหน่วง แต่สำหรับ REEV มันทำงานด้วยรอบคงที่ โหลดคงที่ ในจุดที่ดึงประสิทธิภาพสูงสุด มันจึงประหยัดกว่า มลพิษต่ำกว่า และสึกหรอน้อยกว่า
แต่ก็มีข้อพึงปฏิบัติคือ คนที่ใช้รถ REEV ก็ต้องมีตู้ชาร์จที่บ้านอยู่ดี เพราะการขับใช้งานปกติก็ควรใช้พลังงานโดยตรงจากแบตเตอรี่ ที่ชาร์จทุกๆคืน แต่ข้อดีคือ หากไฟในแบตเตอรี่ต่ำ ก็ยังมีเครื่องยนต์ทำงานปั่นไฟเสริมเพื่อชาร์จไฟให้ แต่มันก็เป็นแผนสำรองเท่านั้น ไม่ควรใช้งานแบบปั่นไฟเป็นหลัก แต่ถ้าจำเป็นจริงๆก็ใช้งานได้ไม่มีปัญหา
ถามว่ามันเหมาะกับบ้านเราไหม ก็ต้องบอกว่าเหมาะมาก โดยเฉพาะกับคนที่เดินทางไกลบ่อย มันอาจจะขับไม่สนุกเพราะค่อนข้างหนัก แต่ยังได้รับความเรียบลื่นและแรงบิดที่สม่ำเสมอไม่มีอาการรอรอบใดๆ เรียกได้ว่ามันเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างรถยนต์สันดาป กับรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่มีไลฟ์สไตล์ ไม่ได้ขับรถประจำเส้นทางทุกๆวัน บางวันต้องมีการขับไกล และไม่อยากเสียเวลาหาจุดจอดชาร์จ
แต่อย่างที่ว่า นี่คือเทคโนโลยี “สะพานเชื่อม” เพราะเมื่อใดที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้เร็ว และสถานีชาร์จมีแพร่หลายมากขึ้น ความจำเป็นของการแบกเครื่องปั่นไฟไปด้วยก็จะน้อยลง
ปัจจุบันรถที่ใช้เทคโนโลยี REEV ในบ้านเราก็มี “Deepal S05 REEV” (ดีพอล เอส05) ที่เป็นรถสไตล์เอสยูวี และ “Jaecoo 6T REEV” (เจคู 6 ที) รถทรงกล่องสายลุย รถทั้งสองล้วนใช้เครื่องปั่นไฟขนาด 1.5 ลิตร และเมื่อแบตเตอรี่ชาร์จมาเต็ม และเติมน้ำมันเต็มถังก็จะสามารถวิ่งได้ไกลระดับ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งสนนราคาก็จะอยู่ในระดับ 8แสน – 1ล้านบาท และแม้วันนี้จะมีเพียง 2 รุ่น แต่เชื่อว่าจะทยอยมีตามเข้ามาอีกแน่นอน
ใครคิดว่าใช่ และเหมาะกับไลฟสไตล์ตัวเอง ก็ต้องไปลองกันนะขอรับ!



