“บ้านหลังนี้ พระสรรพการหิรัญกิจ (เชย อิศรภักดี) ผู้จัดการแบงก์สยามกัมมาจลคนแรกเป็นคนสร้าง ทีแรกมี 2 หลังแต่เนื่องจากหลังสีชมพูที่อยู่คู่กันสภาพทรุดโทรมมากจึงต้องรื้อทิ้งไป ว่ากันว่าท่านเป็นคนออกแบบเอง โดยน่าจะมีสถาปนิกชาวต่างชาติร่วมด้วย ความพิเศษอยู่ที่ฝ้าเพดานทั้งหมดจะมีลายที่ไม่เหมือนกันเลยสักห้องเดียว อีกอย่างก็คือสวนด้านหลังที่เรียกกันว่า “ป๊ากสามเสน” ในสมัยนั้น ซึ่งมาจากคำว่า “พาร์ค” ที่แปลว่าสวน แต่ไม่ใช่สวนสาธารณะเพราะมีการเก็บเงินค่าเข้าเป็นแบบสมาชิกตลอดชีพ จะมีเหรียญเป็นแสดงความเป็นสมาชิกซึ่งราคาแพงมาก” อ.เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เริ่มต้นเรื่องราว

นี่คือครั้งแรกที่ อาคารวชิรณุสรณ์ (ตึกเหลือง) เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้งแรก หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่ครั้งล่าสุด โดยเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม “กิจกรรมเรียนรู้พหุวัฒนธรรมรอบรั้วมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช” (Walking Tour) ของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผ่านการเยี่ยมชมแหล่งประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าโดยรอบมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กับ 7 จุดสำคัญ “1 วัดไทย 1 ศาลเจ้า 1 โบสถ์คริสต์” ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในละแวกที่เรียกกันว่า “ย่านสามเสน”

สามเสนปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านประมง ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสและชาวคริสต์ตั้งถิ่นฐานและสร้างวัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งเป็นโบสถ์คาทอลิกหลังแรกในบางกอก จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร.1 – ร.3) พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งลี้ภัยและพึ่งพระบรมโพธิสมภารของชาวต่างชาติ สมัยรัชกาลที่ 1 มีการตั้งชุมชน “บ้านเขมร” ของชาวเขมรคริสตัง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวญวนคริสต์อพยพเข้ามาเพิ่มเติมหลังสงครามอานามสยามยุทธ จึงเกิดชุมชน “บ้านญวน” ต่อเนื่องจากบ้านเขมร

แต่ช่วงที่พลิกโฉมสามเสนอย่างชัดเจนคือ สมัย ร.5 การบุกเบิกท้องทุ่งเพื่อสร้าง พระราชวังดุสิต มีการตัดถนนสามเสน และขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงคมนาคม ทำให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางจำนวนมากพากันสร้างวังและคฤหาสน์ตลอดแนวถนน ปัจจุบันสามเสนกลายเป็นย่านกรุงเทพฯชั้นใน ที่มีความสำคัญทั้งในเชิงการเมือง การศึกษา และสาธารณสุข โดยยังคงรักษารากฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ เช่น ตลาดอาหารญวนดั้งเดิมและศาสนสถานเก่าแก่

อาคารวชิรณุสรณ์ (ตึกเหลือง) หรือ “บ้านหิมพานต์” ก็คืออีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสามเสน อ.เผ่าทองเล่าว่า หลังจากพระสรรพการหิรัญกิจมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการแบงก์ก็เริ่มสร้างบ้านหลังนี้ โดยมีสวน มีน้ำพุ และตั้งชื่อว่า ป๊ากสามเสน แถมยังมีโรงละครด้วย แรก ๆ ก็ได้รับความนิยมแต่เมื่อมีปัญหาเรื่องละครเลิกดึกจนเลยเวลารถเมล์วิ่ง ผู้ชมก็ค่อย ๆ หายไปสุดท้ายก็เจ๊ง ขณะเดียวกันการบริหารแบงก์ก็ประสบปัญหาเนื่องจากมีการปล่อยกู้มากทั้งยังมีหนี้สูญเยอะ สุดท้ายท่านก็ต้องออกจากราชการ บ้านหลังนี้ก็ถูกยึดเข้าเป็นทรัพย์ของพระคลังข้างที่ ส่วนสวนนั้นเปิดให้บริการได้เพียง 5-6 ปี ก็ต้องปิดตัวลง

จากบ้านหิมพานต์เดินลัดเลาะออกประตูโรงพยาบาลมาทางถนนสังคโลก ข้ามไปสู่เขตพื้นที่ของสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก มีอาคารเก่าในยุคเดียวกันที่ยังคงได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี หนึ่งในนั้นคือ “อาคารพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ” อาคารสีเหลืองอายุกว่า 121 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มักถูกใช้เป็นฉากหลังของละครแนวย้อนยุคของไทยเสมอ หลังได้รับพระราชทานที่ดินจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมเงิน 300 ชั่ง พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) จึงปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นโดยใช้ช่างชาวต่างชาติชุดเดียวกับพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยท่านเป็นผู้วางแปลนทั้งหมด แม้จะมีการบูรณะมาหลายครั้งแต่ทางหน่วยงานผู้ดูแลก็มีการเว้นลวดลายวาดตกแต่งของดั้งเดิมที่ไม่ผ่านการบูรณะไว้ให้ชมด้วย

“การสร้างบ้านในสมัยก่อนเราจะเห็นว่าระเบียงบ้านจะกว้าง มีการเว้นพื้นที่ก่อนจะมาถึงห้องภายใน เพราะในสมัยก่อนไม่มีแอร์ การเว้นระเบียงให้กว้างก็เพื่อไม่ให้ความร้อนจากแดดเข้ามาถึงในห้อง และยังเป็นบ้านแบบฝรั่งหลังแรก ๆ ที่มีห้องน้ำในตัวบ้านติดกับห้องนอน” อ.เผ่าทอง อธิบายระหว่างนำชม

นอกจากอาคารหลักแล้ว ในบริเวณพื้นที่ของสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ยังมีอาคารที่ถูกสร้างมาพร้อม ๆ กันอีกหลายหลัง หนึ่งในนั้นคือ บ้านที่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยอาศัยซึ่งถูกเรียกว่า “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” หลังจากที่เดินทางมารับราชการในแผ่นดินสยาม วันนี้อาคารปูน 2 ชั้นสีเหลือง สไตล์วิคตอเรียนเรอเนสซองส์ ได้รับการบูรณะในแบบที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด มีภาพถ่ายและรูปปั้นของ อ.ศิลป์ จัดวางอยู่ ด้านล่างเปิดเป็นร้านกาแฟ ส่วนด้านบนห้องใต้หลังคานั้นปกติไม่ได้เปิดให้ขึ้นไปชม แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานแห่งนี้มักจะขึ้นไปกราบไหว้ขอพรจากเจ้าแม่ตะเคียน เสาตกน้ำมันที่อยู่ใต้หลังคาอยู่เสมอ

เดินต่อออกทางประตูฝั่งถนนราชวิถีข้ามไปยังชุมชนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จุดหมายอยู่ที่ “วัดคอนเซปชัญ” ผู้คนมักเรียกกันว่า โบสถ์เขมร วัดเก่าแก่ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 352 ปี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้พระราชทานที่ดินให้แก่พระสังฆราชลาโน เพื่อสร้างวัดสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โบสถ์หลังปัจจุบันสร้างขึ้นแทนโบสถ์หลังเก่าที่สร้างด้วยไม้ตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ มาเป็นเจ้าอาวาส ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคามุงกระเบื้อง ปัจจุบันมีอายุกว่า 180 ปี

ไม่ไกลกันคือ “วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์” ศูนย์กลางของชุมชนบ้านญวนที่ตั้งอยู่ต่อเนื่องกับบ้านเขมร  สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวญวนคริสต์ที่หนีภัยศาสนาและที่ติดตามกองทัพของ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โบสถ์หลังแรกสร้างด้วยไม้ไผ่จากทรัพย์ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 3 อยู่ได้เพียง 3 ปีก็ถูกพายุพัดจนพังเสียหาย โบสถ์หลังใหม่จึงถูกสร้างขึ้นและอยู่ยาวนานมาถึง 30 ปี แล้วพบว่า โบสถ์เริ่มเล็กเกินไปไม่สามารถรองรับครัสตชนที่มารวมตัวพร้อมกันได้ โบสถ์หลังใหม่ที่มีอายุกว่า 150 ปีในวันนี้จึงถูกสร้างขึ้น โดยไม่มีการใช้เสาเข็มสักต้นแต่ใช้ไม้ซุงรองเป็นรากฐานแทน

เดินลัดเลาะออกไปทางริมแม่น้ำเจ้าพระยามี “ศาลเจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต็งเหนี่ยง)” ตั้งอยู่ คนทั่วไปมักเรียกขานว่า “ศาลเจ้าแม่ทับทิมซังฮี้” เพราะความที่ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานซังฮี้ หรือสะพานกรุงธน ศาลแห่งนี้คือ ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีน ไหหลำ ในย่านสามเสน สันนิษฐานว่าสร้างในจักรพรรดิเต้ากวัง แห่งราชวงศ์ชิง ในปี ค.ศ. 1842 ตรงกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยชาวจีนไหหลำที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ผู้คนมักนิยมมากราบไหว้ขอพรเรื่องการงาน ค้าขาย การลงทุน และสุขภาพ แต่บางคนจะมาขอเรื่องมีบุตรหรือความรักก็ได้เช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนน่าจะได้รับพรดังที่หวัง ที่ศาลจึงมีของเซ่นไหว้เจ้าแม่สุดอลังการกว่าที่อื่น ทั้งมงกุฎหงส์ พัดเทวนารี รองเท้าไข่มุก ชุดหวีกระจก สร้อยไข่มุก รวมถึงง้าวมังกรที่ถวายแด่เทพเจ้ากวนอูที่อยู่ในศาลข้าง ๆ

นอกจากจะมามูแล้ว หากอยากลิ้มลองอาหารไหหลำ มาที่นี่บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง เพราะด้านหน้าศาลมีร้านขนมจีนไหหลำ, งู้บาฮุ้น และขนมบั่ว แบบที่ให้ได้ลิ้มลองตั้งแค่คาวจนหวานแบบครบ อาหารไหหลำที่ว่าหาทานยากมาที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมซังฮี้ที่เดียวได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มบุญ

ลอดใต้สะพานไปฝั่งตรงข้าม “วัดราชผาติการามวรวิหาร” พระอารามหลวงชั้นตรีที่ตั้งอยู่ริมน้ำเชิงสะพานกรุงธน เดิมชื่อ “วัดส้มเกลี้ยง” เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะครั้งใหญ่และพระราชทานนามใหม่ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์พหุวัฒนธรรมชัดเจน เล่ากันว่าชาวคริสตังญวนมีส่วนร่วมในการสร้าง จึงปรากฏศิลปะผสมผสานทั้งไทย จีน และญวน อยู่ภายในวัด หนึ่งในนั้นคือหน้าบันของพระอุโบสถที่มีลายปูนปั้นรูปค้างคาว เพราะค้างคาวสำหรับชาวจีนถือเป็นสัตว์มงคลเพราะไม่เพียงอยู่ในที่สูงเวลาตายก็ยังห้อยหัวอยู่บนที่สูงเช่นกัน นอกจากนี้คำว่าค้างคาวในภาษาจีนออกเสียงว่า “ฝู” พ้องเสียงกับคำว่า “ฝู” ที่หมายถึง ความสุข ความโชคดี และโชคลาภ ส่วนหน้าบันอีกด้านเป็นรูปนาฬิกาฝรั่ง

“ลายปูนปั้นรูปนาฬิกาโบราณที่มีตัวเลขโรมันซึ่งอยู่ด้านหลัง การที่เข็มไม่ได้ตั้งตรงอยู่ตรงเวลาเที่ยง มีความหมายในทางพุทธศาสนาว่า ชีวิตคนไม่เที่ยง นั่นเอง ก่อนจะออกจากวัดไปแนะนำให้แวะสักการะพระบรมอัฐิในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถด้วย” อ.เผ่าทองอธิบาย

กิจกรรมเรียนรู้พหุวัฒนธรรมรอบรั้วมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จบลงที่ “อาคารพระตำหนักกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ” วังเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งเพิ่งบูรณะใหม่ โดยมีการแสดงดนตรีจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักดนตรีระดับสากลจากวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย