เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด ใน กมธ.การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ในฐานะ กมธ.การกฎหมายฯ แถลงผลการประชุมอนุ กมธ. เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเชิญภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาให้ข้อมูลในวาระการศึกษาเรื่อง สถานการณ์ผู้ต้องขัง ทิศทางการพัฒนา ระบบงานราชทัณฑ์ไทย การสร้างโอกาสทางอาชีพและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด

โดยนางรัดเกล้า กล่าวว่า ได้เชิญตัวแทนอดีตผู้ต้องขัง อาทิ นายศรายุทธ ศรีกำเนิด หรือ แอล โอรส, นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ, นายนพนันท์ ทองเหลือ หรือ เอิร์น วัดใหญ่, นายอัครินทร์ ปูรี หรือ หรั่ง พระนคร ซึ่งทั้งหมดได้สะท้อนเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำ โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การรักษาพยาบาล ที่ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ก็จ่ายแค่ยาพารา และสะท้อนถึงการฝึกอาชีพในเรือนจำ ที่เป็นการฝึกอาชีพล้าสมัย ไม่ทันต่อปัจจุบัน จึงอยากให้มีการปรับปรุง ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาล และการฝึกอาชีพให้เป็นปัจจุบันยิ่งขึ้น เพื่อให้ออกมาสู่สังคม แล้วได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฝึกโปรแกรมต่างๆ ที่ได้ใช้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม อดีตผู้ต้องขังหญิงได้สะท้อนว่า ปัญหาของนักโทษหญิง ในช่วงที่มีประจำเดือนได้รับผ้าอนามัยไม่เพียงพอ จึงอยากให้มีการพิจารณาเพิ่มใหม่

นางรัดเกล้า กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายสูงสุดของคณะอนุ กมธ. เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนใน 4 มิติหลัก คือ 1. ยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานและความยุติธรรมในกระบวนการคุมขัง รวมถึงการเข้าถึงทนายความ และความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนตัว และปลอดภัย ให้เป็นไปตามหลักสากล 2. ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย ที่นอน และส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ทางด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาความคิดและจิตใจของผู้ต้องขังในการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม 3. ขจัดอุปสรรค และพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ตลอดจนการดูแลสภาวะจิตใจของผู้ต้องขังภายในเรือนจำให้ทั่วถึงและเท่าเทียมภายนอก และ 4. สร้างกลไกความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการฝึกอาชีพที่นำไปใช้ได้จริงในตลาดแรงงาน เพื่อส่งคืนคนดีสู่สังคมและลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำอย่างยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลและระดมความเห็นจากหลายหน่วยงาน พบว่ามีอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขคือ อัตราส่วนของเจ้าหน้าที่และแพทย์ต่อจำนวนผู้ต้องขังยังไม่สมดุลตามมาตรฐานสากล ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง สภาพทางกายภาพของเรือนจำที่มีความแออัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต การรักษาความสะอาด และประสิทธิภาพในการควบคุมหรือคัดกรองโรค หลักสูตรการฝึกอบรมและฝึกอาชีพบางส่วนยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานปัจจุบัน ส่งผลให้อดีตผู้ต้องขังยังคงหางานทำได้ยากภายหลังพ้นโทษ และทัศนคติเชิงลบของสังคม รวมถึงข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ซึ่งยังคงเป็นกำแพงหลักที่ปิดกั้นโอกาสการเข้าทำงานและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในภาคเอกชน




