เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ว่า ในการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายไทยยืนยันว่ายังยึดผลการหารือระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งย้ำว่าทั้ง 2 ประเทศจะพูดคุยทวิภาคีในทุกเรื่อง และจะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แล้วจึงหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ สำหรับเรื่องของเขตแดนทางทะเลนั้น ไทยเคยเสนอแล้วว่า ทั้ง 2 ฝ่ายควรพูดคุยกันก่อนจะเข้าสู่กลไกต่างๆ เพราะหากเริ่มเจรจากันเรื่องเขตแดนทางทะเล ก็อาจมีการพูดคุยในเรื่องของเขตแดนทางบกด้วยในระดับหนึ่งได้ เช่นการเตรียมการในระดับเทคนิค แต่ในเมื่อกัมพูชาปิดประตูการพูดคุย แล้วไปสู่การประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยไม่ได้มีปัญหา แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกัมพูชาไม่ยอมคุยกับไทยก่อน ตนยืนยันว่าไทยไม่ได้ปิดประตูการเจรจา แต่กัมพูชาเป็นคนปิดประตู

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องเขตแดนทางทะเล ไทยย้ำมาตลอดว่าต้องการมีการเจรจา ภายใต้เอ็มโอยู ฉบับปี 2544  แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น เจตนาของฝ่ายไทยคือต้องการให้มีการเจรจาภายใต้กติกาที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคารพร่วมกัน เพราะตอนที่ทำเอ็มโอยู ปี 2544 กัมพูชายังไม่เป็นเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) แต่ในเมื่อตอนนี้ กัมพูชาเข้ามาเป็นภาคีนี้แล้ว เราต่างเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วทำไมกัมพูชาไม่ลองเจรจากันตามที่ฝ่ายไทยเสนอไปแล้ว และยังมีการประนอมแบบสมัครใจอยู่ด้วย แต่กัมพูชาต้องการไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ จึงถือว่ากัมพูชาตัดสินใจไม่เลือกเส้นทางนี้ นั่นคือการปิดประตูการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ยืนยันว่าทั้ง 2 ประเทศควรมีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก ไม่ควรนำกระบวนการตามอนุสัญญา UNCLOS มาเกี่ยวข้อง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ยังมีช่องทางให้ทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกันได้ก่อนจะนำไปสู่กลไกอื่นๆ ส่วนกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชาไม่ยอมให้มีการพูดคุยในช่องทางภายใต้กระบวนการ UNCLOS นั้น ถือเป็นท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของกัมพูชา สำหรับฝ่ายไทยต้องการให้มีการพูดคุยทวิภาคี ทั้งเรื่องเขตแดนทางบก และทางทะเล อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการเจบีซีชุดใหม่แล้ว แต่มันเป็นเรื่องทางเทคนิคภายในของไทย และไม่ได้หมายความว่าไทยจะเริ่มการเจรจากับกัมพูชา ขอย้ำว่าประเด็นนี้เป็นคนละส่วนกัน

เมื่อถามว่าฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้มีการเจรจาทางบก แต่ยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คนไทยกังวล นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมเจบีซีเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน แต่สถานการณ์ชายแดนเป็นมากกว่าการปักปันเขตแดน เพราะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ก่อนจะมีการประชุมเพื่อปักปันเขตแดน จะต้องมีมาตรการที่ทำให้ฝ่ายไทยมีความมั่นใจ หรือมีความร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย อาทิ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การร่วมกันแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่ลงนามกันไว้ที่มาเลเซีย

“เรื่องของคณะเจบีซี เป็นเรื่องทางเทคนิค ปักปันเขตแดน ไม่ได้แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน แต่สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน จะทำอย่างไรให้ชายแดนของเรามีความมั่นคง มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งถ้ามีอย่างนั้นได้แล้ว การทำงานเรื่องปักปันเขตแดนก็จะมีความคืบหน้าได้ แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เช่น เรื่องทุ่นระเบิด ขบวนการสแกมเมอร์ เป็นต้น หรือถ้ายังไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ยังมีการยั่วยุกันอยู่ จะทำให้การเจรจาเจบีซีคืบหน้าได้ยาก” นายสีหศักดิ์ กล่าว.