กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที! หลังจาก “นายวีระ ธีรภัทรานนท์” กรรมาธิการรพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ได้ตั้งคำถามใหญ่ๆ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ถึงการใช้งบประมาณของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีเงินสะสมกว่า 16,000 ล้านบาท แล้วยังเปิดรับโครงการขอรับทุนสนับสนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงินถึง 9,000 ล้านบาท  แต่ยังมาเก็บเงินจากประชาชนใช้น้ำมันทุกลิตร ลิตรละ 5 สตางค์อีก  รวมๆกันแล้วปีละ 1,800 ล้านบาท แล้วงานวิจัยต่างๆ ก็ไม่เคยเห็น

นายวีระ ถึงขนาดหลุดปาก  “เฮ้ย! แล้วคุณมาเก็บอะไรกันอีก!!”

กองทุนฯมีไว้ทำไม?

ทำให้หลายคนอยากรู้ “กองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน” แท้จริงแล้ว มีไว้ทำไม แล้วจำเป็นต้องมีหรือไม่? ต้องย้อนไปถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งขึ้นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ด้านการลงทุนและการดำเนินงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนตลอดจนเป็นเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน

รวมถึงการค้นคว้า วิจัยและการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนา การส่งเสริม และการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงานการกำหนดนโยบาย แลวางแผนพลังงาน โครงการสาธิต หรือโครงการริเริ่มที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์การพัฒนา การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน

อดีตโดนวิจารณ์ยับการเมืองล้วงลูก

ทั้งนี้ในอดีตปัญหาของกองทุนฯ เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาการเมืองแทรกแซงในการจัดสรรงบประมาณ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการใช้งบไปหาเสียง หรือเอื้อประโยชน์  แม้เจตนารมณ์เดิมของกองทุนฯ จะเน้นไปที่งานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มักมีข้อสังเกตว่าถูกโยกไปใช้ในโครงการซื้ออุปกรณ์ หรือการจ้างงานระยะสั้นในพื้นที่ของนักการเมือง เพื่อหวังผลทางการเมืองและคะแนนนิยม ซึ่งระยะหลังทางกองทุนฯ ได้แก้ข้อครหานี้ เช่น เพิ่มการตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง พิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่

รวมทั้งเพิ่มหน่วยงานด้านวิชาการต่างๆ เข้ามา เพื่อลดการอนุมัติแบบ “ชงเองกินเอง” , กำหนดเกณฑ์คัดเลือกชัดเจน เน้นโครงการที่ช่วยเหลือพื้นที่ทุรกันดาร ประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้ และสร้างรายได้ระดับฐานราก โครงการที่ไม่พิจารณา เช่น เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง , มีทีมติดตามโครงการหลังจากให้งบไปแล้ว , เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ

ชี้คืน 5 สต.ควรคืนให้ประชาชน

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้เปิดมุมมองในเรื่องนี้ว่า ถ้ากองทุนฯ งบประมาณเพียงพอ แล้วยังเปิดรับโครงการต่อเนื่อง ตนมองว่า ก็ควรนำเงิน ที่เก็บอยู่ในค่าน้ำมันทุกลิตรลิตรละ 5 สตางค์ คืนให้กับประชาชน ควรนำไปใช้เกิดประโยชน์กับประชาชนแทน เพราะตอนนี้ค่าน้ำมันทุกลิตรที่ผู้บริโภคเติม ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะมากอยู่แล้ว สารพัดภาษี สารพัดกองทุน เพราะฉะนั้นส่วนนี้ถ้าลดได้ ก็ควรลดแล้วไปใช้ประโยชน์ช่วยประชาชนอย่างอื่นแทน

มีเงินกู้2แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว

“ ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้น้ำมันฟอสซิลอยู่ แล้วเดี๋ยวจะมีเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอีก จริงๆ จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องมีกองทุนฯนี้ก็ได้ ถ้ากองทุนฯนี้ ยังจำเป็นต้องมีอยู่ก็ควรมีบทบาท หรือมีโครงการอะไรที่เห็นชัด ทำแล้วได้ประโยชน์ต่อพื้นที่จริงๆ ในทุกๆ โครงการ ไม่ใช่แค่โครงการใดโครงการหนึ่ง เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งข้อสังเกต หลายๆ โครงการที่ของบกองทุนฯมา ทำได้ไม่นาน สุดท้ายก็เจ๊ง แล้วยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องเป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”   

แฉใช้เงินเยอะแต่ประโยชน์น้อย

นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุเรื่องนี้ว่า ขอแฉ เพื่อสนับสนุนแนวคิด อ.วีระครับ ปี 2562-2563 พี่สน (สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ) เป็นรมว.พลังงาน 1 ในโครงการใหญ่ คือ“ปฏิรูป” กองทุนอนุรักษ์พลังงานนี้ แต่ไหนแต่ไร เป็นกองทุนที่มีเงินเยอะ แต่ได้ประโยชน์น้อย เช่น เป็นแหล่งเงินที่มีหน่วยงานรัฐ และนักการเมืองเอาโครงการมาเบิกงบ ที่ไม่ยั่งยืนเลย

พี่สนจะเปลี่ยนเป็น “กองทุนนวัตกรรมพลังงาน” หมายถึงต้องมุ่งเน้นการวิจัยที่ยั่งยืน จับต้องได้ วัดได้ ไม่ใช่ทำทิ้งขว้างแบบ โซล่าตากแห้ง หรือหลังคาโซล่าที่ทำแล้วไม่ดูแลต่อ จนกลายเป็นขยะ แต่นี่ก็คือ 1 ในสิ่งที่ 4 กุมาร โดนทหาร และนักการเมืองเลว รุมยำจนต้องถอยออกจากรัฐบาลในเวลาต่อมา