รัฐบาลเร่งเครื่องเตรียมความพร้อมเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะหาข้อสรุปประเด็นติดค้างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลักการเน้นประโยชน์สูงสุดของประเทศ พร้อมวางกรอบการทำงานส่งทีมเทคนิคถกล่วงหน้า ก่อน ‘ศุภจี’ บินตรงพบฝ่ายนโยบายระดับสูงของสหรัฐ ปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อลดแรงกดดันจากการไต่สวนตามมาตรา 301

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการเจรจาภาษีต่างตอบแทน ไทย-สหรัฐอเมริกา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อหาข้อยุติในประเด็นที่ยังติดค้างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า อะไรที่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ทำ หากไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศในระยะยาวจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงยืนยันในจุดยืนและ “เส้นแดง 3 เรื่อง” ที่ข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด ได้แก่

  1. ประเด็นสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช : โดยเฉพาะการห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง
  2. ประเด็นความมั่นคง : การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ
  3. ประเด็นการลงทุนในบางสาขา : สินค้าหรือบริการที่สหรัฐต้องการเข้ามาลงทุนในไทย เช่น ด้านโทรคมนาคม

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานหลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์วางกำหนดการเจรจาแบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

  • วันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 : ส่งคณะเจรจาทางเทคนิคพร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อหารือรายละเอียดเชิงเทคนิค
  • วันที่ 30 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 : นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา จะเดินทางไปเยือนสหรัฐ อย่างเป็นทางการ โดยมีนัดหมายพบปะกับ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และ นางซูซี ไวลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เพื่อหาข้อยุติการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ (ART) ให้ได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ จะมีการตอกย้ำถึงความจริงใจของไทยในการสร้างสมดุลการค้าและการลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยมีการเข้ามาลงทุนในสหรัฐ รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ

นางศุภจี มองว่า การเร่งปิดดีลเจรจา ART ให้สำเร็จ จะมีผลอย่างมากต่อการพิจารณาของสหรัฐ ในการไต่สวนตาม มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ซึ่งหากเจรจาไม่สำเร็จ อาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าหารือเพื่อขอเพิ่มรายการสินค้ายกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า รวม 78 พิกัดศุลกากร อาทิ

  • สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
  • สินค้าอุปโภคบริโภค
  • สินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข
  • อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
  • ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องจักร
  • สินค้าหัตถกรรมเพิ่มมูลค่า

ไทยคาดหวังว่าหลังจบการไต่สวน สหรัฐจะประกาศอัตราภาษีสำหรับไทยในระดับที่ใกล้เคียงกับคู่แข่ง หรือ ไม่เกินอัตราเดิมที่ 19% พร้อมได้รับรายการสินค้ายกเว้นเพิ่มเติม

“ปัจจุบันสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ มีถึง 72% ที่ไม่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 301 ขณะที่อีก 28% ของมูลค่าส่งออกรวม หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 91,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังคงต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งหากถูกจัดเก็บภาษีเกินกว่าอัตราเดิม รัฐบาลก็พร้อมจะออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน” นางศุภจี กล่าว