เมื่อวันที่ 22 ก.ค. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) เป็นประธานการประชุมศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน ร่วมกับศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัดจันทบุรี ก่อนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนบริเวณหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา หลักที่ 52 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยมี พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนร่วมลงพื้นที่
พันเอก นรนท รุ่งญาณาธรณ์ ผู้อำนวยการกองการช่าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บรรยายสรุปความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วความมั่นคงชายแดน โดยระบุว่า โครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ชายแดนระยะที่ 1 จากฐานปฏิบัติการที่ 6 ถึงหลักเขตแดนที่ 54 ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ดำเนินการแล้วเสร็จ ส่วนระยะที่ 2 จากหลักเขตแดนที่ 54-55 ระยะทางรวม 3.54 กิโลเมตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 130 เมตร และเปิดแนวเส้นทางแล้วประมาณ 600 เมตร

สำหรับงานก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดน ช่วงหลักเขตแดนที่ 52-54 ระยะทาง 1.31 กิโลเมตร มีความคืบหน้าร้อยละ 78.56 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรกระยะทาง 350 เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เหลือเพียงเก็บรายละเอียด ช่วงที่สองระยะทาง 450 เมตร อยู่ระหว่างติดตั้งลวดหนามหีบเพลง และช่วงที่สามระยะทาง 410 เมตร อยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ลาดชัน พร้อมเสริมคานฐานรากเพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรง
ด้านคุณสมบัติของรั้วความมั่นคง ใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงชนิดพิเศษ รองรับน้ำหนักได้ 18 ตันต่อต้น เจาะลึกถึงชั้นดินแข็ง พร้อมเสริมฐานรากจากเดิม 15 เซนติเมตร เป็น 40 เซนติเมตร เพื่อรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 30-40 ตัน ส่วนผนัง เสา และทับหลัง ใช้คอนกรีตสำเร็จรูปกำลังอัดสูง 450 KSC ผ่านการทดสอบสามารถต้านทานการยิงจากอาวุธปืนเล็กหลายชนิด อาทิ ปืน M16 ปืน AK 47 และปืนพก ระยะ 100 เมตร ขณะที่ตะแกรงเหล็กและลวดหนามหีบเพลงเป็นชนิดพิเศษชุบอลูซิงค์ มีความทนทานต่อการตัดและการกัดกร่อน อายุการใช้งานประมาณ 50 ปี

พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า การดำเนินงานด้านความมั่นคงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งกำลังพลและประชาชน พร้อมชื่นชมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจและลดผลกระทบจากการดำเนินโครงการ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดระบุว่า โครงการนี้ถือเป็น “Soft Opening” และเป็นต้นแบบหรือโมเดลในการดำเนินงานด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะเป็นห้องทดลองให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้และนำประสบการณ์ไปพัฒนาการทำงานในอนาคต เพราะหากไม่เริ่มลงมือปฏิบัติจริง ก็จะไม่สามารถสรุปบทเรียนหรือพัฒนาต่อยอดได้

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ในยุคข่าวสารข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารต่างได้รับข้อมูลในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้บางครั้งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความ สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลและนำข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงการทำงาน มากกว่าการมองว่าเป็นการบิดเบือนเพียงอย่างเดียว
ส่วนกรณีที่มีการสอบถามว่า ในอนาคตจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมรั้วความมั่นคงชายแดนหรือไม่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่า ยังต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยก่อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีความอ่อนไหว

สำหรับแผนการก่อสร้างในระยะต่อไป จะดำเนินการช่วงหลักเขตแดนที่ 52-54 ระยะทาง 1,310 เมตร จากนั้นขยายช่วงหลักเขตแดนที่ 54-55 ระยะทางประมาณ 3.45 กิโลเมตร และในระยะสุดท้ายจะต่อเนื่องไปจนถึงหลักเขตแดนที่ 59 รวมระยะทางก่อสร้างรั้วความมั่นคงกว่า 8 กิโลเมตร เพื่อยกระดับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นระบบ.



