อารมณ์เอื่อยเฉื่อยจากสายฝนต้นฤดูถูกปลุกให้สดใสหัวใจเต้นแรง หลังไถฟีดเจอจุดเช็กอินใหม่น่าใส่ใจที่ “เกาะเต่า” ถิ่นเก่าที่ไปเยือนมาหลายครา ว่าแล้วก็เช็กตารางรถตารางเรือ ถ้าออกเย็นศุกร์ กลับถึงคืนอาทิตย์จะไหวไหม…ก็พอเป็นไปได้ แต่จะเพลียแค่ไหน คงค่อยไปสำนึกผิดกันอีกทีวันจันทร์
หลับยาวจนมาฟ้าสางที่ชุมพร รอบนี้มาต่อเรือเฟอร์รีที่ท่าอ่าวทุ่งมะขามน้อย ลงรถทัวร์ รับไอเค็มยังไม่ทันเต็มปอด ไอฝนก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว

ฝ่าคลื่นไปอีกหนึ่งงีบ เสียงโฮสเตสผ่านลำโพงแจ้งใกล้ถึงที่หมาย มองไปนอกหน้าต่างเห็นเรือจอดเรียงรายอยู่หลังเกาะนางยวน กวาดสายตาออกมาอีกหน่อย เห็นทุ่นลอยกระเพื่อมอยู่ คงเป็นตรงนั้นแหละที่เป็นจุดเช็กอินใหม่ ที่เรียกร้องให้เราขึ้นรถลงเรือจนมาถึงที่นี่
- เส้นทางเก่า เรื่องราวใหม่
เรือเทียบท่าแม่หาด จำนวนฝรั่งต่างชาติหนาแน่นเช่นเคย กองสัมภาระถูกทยอยแบกขึ้นหลัง ก่อนแยกย้ายขึ้นรถโดยสารกันไปถ้วนทั่วเกาะตามอัธยาศัย เช่นเดียวกับเราที่เลือกนั่งแท็กซี่สองแถวลัดเลาะขึ้นลงเนินเขาไปยังที่หมาย

ณ ศูนย์กลางจักรวาลใต้น้ำเกาะเต่า หน้าหาดทรายรี นักดำน้ำนานาชาติ ที่ขาดไปแค่คนไทย แบกอุปกรณ์เฉพาะตัวลงเรือหางยาวที่จะพาเราไปสู่เรือใหญ่ซึ่งลอยลำรออยู่นอกแนวทุ่นเขตเล่นน้ำ
ถอนสมอไม่ถึง 10 นาที เรือก็ล่องเข้าถึงตำแหน่งที่หมาย ห่างคอดสันทรายของเกาะนางยวนออกมาทางตะวันตกเฉียงใต้ไม่เกิน 200 เมตร ไกด์ร้องบอกให้ทุกคนสวมอุปกรณ์พร้อมดำดิ่งสู่ท้องทะเล…
- ดำดิ่งสู่ผืนน้ำกับจุดเช็กอินใหม่ “แกลเลอรีใต้ทะเล”
เพียงก้มหน้าดำสู่ผิวน้ำ เงาเลือนรางของแกลเลอรีใต้ทะเลที่ตั้งใจมาดูด้วยตาตัวเองก็เริ่มปรากฏจากเบื้องล่าง ราวกับกำลังดึงดูดให้เราดำลงไปหา ทว่าความปลอดภัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญ จึงตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายอีกครั้ง ก่อนค่อย ๆ ไต่ลงสู่ความลึกระดับ 16 เมตร
สิ่งแรกที่เจอก็เป็นตัวแรร์เลย รูปปั้น “ฝูงฉลามวาฬ” พี่จุดใจดีสูงใหญ่ท่วมหัว ที่เหมือนกำลังแหวกว่ายอย่างช้า ๆ พร้อมเหาฉลามที่เกาะติดมาด้วยราวกับผู้โดยสารประจำ

เลียบเลาะไปตามพื้นทะเล จะพบ “ซุ้มเต่า” ตั้งวงอยู่ไม่ไกล ซึ่งซุ้มเต่านี้มีซอกหลืบเล็ก ๆ ค่อนข้างมาก จึงกลายเป็นแหล่งหลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลายชนิดที่เข้ามาอาศัย ไม่ว่าจะเป็นปลาโนรีครีบบนที่โดดเด่นสะดุดตา หรือปลาสลิดหินที่พบเห็นได้อยู่เสมอ
ดำไกลออกไปอีกหน่อย ท่ามกลางกระแสน้ำที่เริ่มไหลแรงขึ้น จนต้องออกแรงต้านด้วยกำลังขาตามจังหวะของธรรมชาติ ได้เจอกับรูปปั้นฝูง “กระเบนนก” ที่กำลังสยายปีกราวกับกำลังโบยบินอยู่กลางท้องทะเล
ล่องลอยไปตามกระแสน้ำอีกไม่ไกลนัก ก็พบกับ “กระเบนจุดฟ้า” ที่มีสาหร่ายขึ้นปกคลุมเต็มแผ่นหลังแล้ว ทว่ายังสังเกตได้ไม่ยากจากเงี่ยงแหลมเด่นบนหางเรียว

ที่เห็นถัดมาคือ “โรนัน” ที่รูปร่างคล้ายฉลาม ส่วนหัวเรียวยาวและลวดลายจุดเด่นบนลำตัว แม้รูปลักษณ์จะชวนให้นึกถึงฉลาม แต่แท้จริงแล้วเป็นปลากระเบนชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่งในน่านน้ำไทย
ดำต่อไปอีกนิด ได้พบกับครอบครัวที่น่ารัก พ่อแม่ลูก “ครอบครัวเต่า” ที่ว่ายตามกันมาอย่างน่ารัก ได้ยินมาว่า จุดนี้มีชิ้นกระเบื้องสีแดงชิ้นหนึ่งติดซ่อนอยู่ เป็นความบันเทิงเล็ก ๆ ให้ค้นหา แต่สุดท้ายภารกิจนี้ไม่สำเร็จ แม้จะว่ายวนสำรวจอยู่หลายรอบ ก็ยังหาไม่เจอ ถ้าใครหาพบ ขอปรบมือให้
ไฮไลต์ของจุดดำน้ำแห่งนี้คงหนีไม่พ้น “คู่ม้าน้ำ” ที่กำลังโน้มตัวเข้าหากันจนดูคล้ายรูปหัวใจ น่ารักเสียจนใครต่อใครต้องแวะมาเช็กอินและเก็บภาพเป็นที่ระลึก ถึงขั้นต้องมีคิวเล็ก ๆ ให้รอถ่ายรูปกันเลยทีเดียว

ก่อนปิดท้ายเส้นทางด้วย “คู่ตนุ” ดวงตากลมโต และ “ฉลามหูดำ” ที่เหมือนกำลังแหวกว่ายอย่างปราดเปรียวในท้องทะเล สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับโลกใต้น้ำแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ผ่านแนวรูปปั้นออกมาอีกเล็กน้อย จะพบปะการังเทียมทรงโดมที่เจาะเป็นรูไว้หลายจุดให้ปลาเข้าอยู่อาศัยและหลบภัย เรียงรายต่อเนื่องไปจนสุดสายตา กวาดมองซ้ายขวาไม่นาน ก็สะดุดเข้ากับปะการังเทียมชิ้นหนึ่ง ที่มีน้อง “ตัวตุ่น” หน้ากวนโผล่มาทักทายอยู่ตรงหน้าน้องถือเป็น “แรร์ไอเทม” เพราะมีเพียงตัวเดียวซ่อนอยู่ท่ามกลางปะการังเทียมเกือบร้อยชิ้น กลายเป็นอีกหนึ่งภารกิจเล็ก ๆ ที่ต้องใช้สองตาและความตั้งใจในการค้นหา
- พื้นที่หายใจให้ “ทะเล”
รูปปั้นทั้ง 9 ชิ้นและปะการังเทียมที่เรียงรายเป็นแนว ถูกรวมเรียกว่า “ลานประติมากรรมใต้ทะเล” ในธีม “Ocean for Life” ครอบคลุมพื้นที่ราว 10,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล ทำหน้าที่ทั้งเป็นแกลเลอรีใต้น้ำสำหรับนักดำน้ำ และเป็นปะการังเทียมให้สัตว์ทะเลอาศัย ซึ่งเพิ่งเปิดให้นักดำน้ำเข้าชมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตั้งอยู่ระหว่างกองหินโนเนมกับกองหินทวิน ต่อเนื่องกับแนวปะการังเทียม “Buoyancy World”

ลานประติมากรรมใต้น้ำแห่งนี้ เป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ทำขึ้นร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยศิลปากรที่เข้ามาช่วยออกแบบและสร้างสรรค์งานปั้นโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยกับท้องทะเล
จะว่าไป การมีปะการังเทียมแห่งใหม่ ๆ ใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้นในย่านเกาะเต่านี้ น่าจะเป็นผลดีในหลายด้าน ที่แน่ ๆ คือ ความแออัดเยี่ยงตลาดนัดคงบรรเทาลงบ้าง ยิ่งในช่วงไฮซีซั่น นักดำน้ำลงพร้อม ๆ กันจุดเดียวนับร้อยจนสับสนงุนงงหลงกลุ่มเป็นประจำ

อีกอย่างคือ พื้นที่ค่อนข้างเหมาะกับการเรียนดำน้ำ Scuba เพราะเป็นพื้นทรายโล่ง ฝั่งใกล้แนวหินจะตื้นกว่า มีความลึกพอดี และมีมุมหลบกระแสน้ำ เหมาะกับมือใหม่
พื้นที่ตรงกลางใช้สะสมชั่วโมงบินได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปกระทบแนวปะการังธรรมชาติ และด้านนอกที่ลึกและกระแสน้ำแรงกว่า ก็รองรับนักดำน้ำที่อยากเพิ่มทักษะขั้นสูงขึ้น
ขึ้นสู่ผิวน้ำ เจอชาวต่างชาติบนเรือลำเดียวกันกำลังพูดคุยกันอย่างคึกคัก ดูเหมือนจะถูกใจรูปปั้นและบรรดาสัตว์ทะเลไม่น้อย

ถือว่าเกินความคาดหมายไปมาก สำหรับจุดดำน้ำแห่งใหม่ รูปปั้นใหญ่จริงจัง บริเวณกว้างสุดตา ตำแหน่งเหมาะ เพราะไม่ไกลจากจุดดำน้ำยอดนิยมเดิม เรือนำเที่ยวก็ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนเส้นทาง การเข้าใช้พื้นที่ก็จะเกิดขึ้นได้จริง แบ่งเบาให้ปะการังธรรมชาติได้มีโอกาสพักฟื้นมากขึ้น
ถึงที่พัก รีบแขวนชุดเปียกตากไว้ พรุ่งนี้เช้าจะได้เก็บสัมภาระแบบไม่ต้องกังวล แล้วปิดทริปสั้น ๆ แต่ลุยกันแบบเนื้อ ๆ ด้วยวิวอาทิตย์อัสดงหน้าหาดทรายรีที่มองกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ

และสำหรับใครที่อยากจะมาตามรอยจุดดำน้ำใหม่ ชมงานศิลปะใต้ทะเลแบบนี้ ก็อย่าลืมปักหมุดอีกหนึ่งไฮไลต์ของเกาะเต่าอย่าง “เรือหลวงสัตกูด” เรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกนำมาจัดวางใต้ทะเลเป็นแหล่งดำน้ำและปะการังเทียมเมื่อสิบกว่าปีก่อน ด้วยแนวคิดสร้างแหล่งอาศัยให้สัตว์ทะเลและให้เป็นอีกทางเลือกในการดำน้ำเลี่ยงการรบกวนปะการังธรรมชาติ ซึ่งถือว่าซักเซสสุดๆ เพราะนอกจากจะกลายเป็นบ้านของฝูงปลานานาชนิดที่อุดมสมบูรณ์แล้ว การได้ดำน้ำสำรวจเรือหลวงใต้ทะเล ก็ยังให้อารมณ์ผจญภัยเบาๆ ชวนตื่นเต้น จนเป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำยอดฮิตที่ไม่ควรพลาดหากมาเยือนเกาะเต่า



