วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เดิมเรียกว่า “วัดพระบรมธาตุ” เป็นวัดเก่าแก่ของ จ.นครศรีธรรมราช ความเป็นมาแต่เริ่มแรกของวัดนี้ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด มีเพียงตํานานเท่านั้น เดิมไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่ได้กำหนดให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดต่างๆ ทำหน้าที่ดูแล จนกระทั่ง พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ นิมนต์ พระครูวินัยธร (นุ่น) จากวัดเพชรจริก มาเป็นเจ้าอาวาสวัด นับแต่นั้นมาจึงมีเจ้าอาวาสและพระสงฆ์อยู่ประจำที่วัด ในการนี้ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” ตามประกาศกระทรวงธรรมการ เรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2458 ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในปี พ.ศ. 2479 และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในปี พ.ศ. 2567

ภายในวัดเป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญ ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ กำหนดอายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 14-16 หรือประมาณ 1,000-1,200 ปี ซึ่งตามตำนานระบุว่าสร้างขึ้นโดยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยสันนิษฐานว่า พระบรมธาตุเจดีย์เดิมสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.1300 ต่อมาได้สร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ครอบทับพระบรมธาตุเจดีย์เดิมใน พ.ศ. 1719 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า พระเจดีย์องค์ปัจจุบันเป็นเจดีย์ทรงโอคว่ำแบบลังกา มาตั้งแต่แรกสร้าง
ลักษณะของพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นทรงระฆังคว่ำ (โอคว่ำ) ปากระฆังติดกับพื้นกำแพงแก้ว ส่วนประกอบของพระบรมธาตุเจดีย์ ความสูงของพื้นถึงยอด สูง 37 วา ฐานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง กว้าง 3 ศอก ฐานยาวด้านละ ยาว 18 วา 1 ศอก 15 นิ้ว ยอดหุ้มด้วยทองคำหนัก 800 ชั่ง (600 กิโลกรัม) ส่วนที่หุ้มทองคำ สูง 6 วา 2 ศอก 1 คืบ ปล้องไฉน 52 ปล้อง หน้ากระดานปล้องไฉนมีพระเวียน 8 องค์ บัวคว่ำ บัวหงาย หุ้มด้วยทองคำแผ่น สูง 6 วา 2 ศอก 1 คืบ ทองรูปพรรณหลายชนิด เช่น แหวน จำนวนมาก กำไล ต่างหู ผูกแขวนบนปลียอดทองคำ บนยอดสุดมีบาตรน้ำมนต์ 1 ใบ รอบองค์เจดีย์ระฆังคว่ำ มีกำแพงแก้ว 4 ด้าน เท่ากัน กว้าง/ยาว 12 วา 2 ศอก รอบกำแพงแก้วมีใบเสมา และรั้วเหล็กรอบกำแพงแก้ว ฉัตร บังสูรย์ และกระดิ่งเป็นระฆัง ห้อย ฐานพระบรมธาตุเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีหัวช้างยื่นออกจากฐาน 22 หัว

ส่วนข้อมูลด้านศิลปกรรม พบว่า มีความเกี่ยวพันกับศิลปะลังกา บ่งบอกถึงความเข้มข้นของกระแสพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา ซึ่งเข้ามามีบทบาทในบ้านเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา และนครศรีธรรมราชซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรภาคใต้ นับเป็นอาณาบริเวณแรกๆ ของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับเอาวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาสายนี้เข้ามา วัดพระมหาธาตุฯ จึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม หรือพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์จากภูมิภาคเอเชียใต้
ภายในบริเวณวัดยังมีโบราณสถานที่ทรงคุณค่าอีกหลายแห่ง อาทิ วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน วิหารโพธิ์ลังกา วิหารโพธิ์พระเดิม วิหารธรรมศาลา ระเบียงคต พระวิหารหลวง (พระอุโบสถ) มณฑปพระพุทธบาท และ เจดีย์รายนับร้อยองค์

นอกจากนี้ ในการขุดค้นโบราณคดี ณ พระวิหารหลวง (พระอุโบสถ) วัดพระมหาธาตุฯ เมื่อ พ.ศ. 2559 ยังพบ กระเบื้องโนรา เป็นชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาดินเผา มีลายประทับเป็นกรอบวงกลมขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร แสดงรูปบุคคลทำท่ายกแขน กางขา คล้ายท่ารำโนรา สวมเครื่องประดับศีรษะ (เทริด) โดยพบกระเบื้องมุงหลังคาประทับลายมโนราเพียงชิ้นเดียว และลายประทับอื่นก็พบเพียงไม่กี่ชิ้น เป็นลายดอกไม้ 4 กลีบ ลายดอกไม้ 8 กลีบ และลายรูปสัตว์ จึงเชื่อว่าน่าจะสื่อความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เป็นสัญลักษณ์ของช่าง แหล่งผลิต หรือใช้แทนจำนวนนับ (ในกระบวนการผลิต การเผา หรือการซื้อขาย อาจประทับตราเพื่อบ่งบอกจำนวนนับของกระเบื้อง) สันนิษฐานเทียบเคียง (relative dating) จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระวิหารหลวง และผลการกำหนดอายุของอิฐที่ขุดพบในบริเวณนี้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ (Thermoluminescence) ได้ค่าอายุในครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 21 หรือประมาณ 500 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับการบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List) ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ซึ่งการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุฯ เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือ เป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนา และท้องถิ่น ที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาค มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion) ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุฯ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่ มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่างๆ ในประเทศไทยและแหล่งอื่น ๆ

โดยวัดพระมหาธาตุฯ ถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่งที่ 6 ของไทย ต่อจาก 1.นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 2.เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร 3.แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง 4.เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง และ 5.ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก กรมศิลปากร และ เพจเฟซบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช



