สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อนบ้านไทย พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรี โดย ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการนี้ ก็ทรงทำการบินเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย
การเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ครั้งนี้ ถือได้ว่า เป็นการเสด็จฯ เยือน สปป.ลาว ของพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกในรอบ 32 ปี นับแต่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7-8 เมษายน พ.ศ. 2537 และการเสด็จฯ เยือนของพระมหากษัตริย์ไทยครั้งล่าสุดนี้ นอกจากเป็นการ กระชับสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แล้ว ยังถือเป็นการ เฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย–สปป.ลาว ครบ 75 ปี ในปี 2568

ในวันที่ 2 ของการเสด็จฯ เยือน สปป.ลาว วันที่ 17 มีนาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ยังหอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ) โดยนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา เฝ้าฯ รับเสด็จ โดยมีเด็กหญิงชายชาวลาวทูลเกล้าฯ ถวายช่อดอกไม้ แล้วเสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ และทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้นทรงรับการทูลแนะนำคณะทางการฝ่ายลาว และนายธานี ทองภักดี รองราชเลขานุการในพระองค์ แนะนำคณะทางการฝ่ายไทยแก่ประธานประเทศ สปป.ลาว และภริยา แล้วเสด็จขี้นหอคำ โดยนายทองลุน สีสุลิด และภริยา เฝ้าฯ ในโอกาสเสด็จฯ เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
ต่อมาทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ ยังตำหนักผ้าไหมลาวโบราณ โดยมีประธานคณะผู้ก่อตั้งตำหนักฯ และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมหัตถกรรมลาว เฝ้าฯ กราบบังคมทูลความเป็นมาของตำหนักผ้าไหมลาวโบราณ เสร็จแล้วทอดพระเนตรผ้าไหมลาวโบราณประเภทต่าง ๆ ผ้าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และทอดพระเนตรการจัดแสดง รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การสาธิตงานหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมลาวประยุกต์ ในโอกาสนี้ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก กับทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายงานหัตถกรรมผ้าเป็นที่ระลึก
วันที่ 18 มีนาคม 2569 ทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน–ห้วยซั้ว (หลัก 22) เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีประธานประเทศ คณะบุคคลระดับสูง สปป.ลาว และหัวหน้าศูนย์ฯ พร้อมด้วยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เฝ้าฯ รับเสด็จ โดยพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้หัวหน้าศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว กราบบังคมทูลรายงาน ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ทอดพระเนตรวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการผลสำเร็จของศูนย์ฯ 7 สาขา และในโอกาสนี้ ทั้ง 2 พระองค์ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง 1 ต้นไว้เป็นที่ระลึก แล้วเสด็จฯ ไปยังแปลง เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีนายสรรัตน์ ปวริญญานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาและการดำเนินการเกี่ยวกับแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่

ณ สปป.ลาว มี “โรงเรียนเกษตรที่มีชีวิต” แห่งแรกที่กำเนิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัยของพระราชวงศ์ไทย โดย “ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน–ห้วยซั้ว (หลัก 22)” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ณ สปป.ลาว โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2535 เมื่อครั้งที่ท่านไกรสร พรหมวิหาร อดีตประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว เดินทางมาเยือนไทย และประทับใจอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อจะนำรูปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมไปประยุกต์ใช้ที่ สปป.ลาว จึงนำไปสู่การเปิดศูนย์พัฒนาฯ ดังกล่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ไปทรงเปิดศูนย์ฯ นี้ ด้วยพระองค์เอง ซึ่งปัจจุบันโครงการศูนย์พัฒนาฯ นี้ได้เป็น “ห้องเรียนที่มีชีวิต” ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกพืช และการปศุสัตว์ไปยังแขวงต่าง ๆ ทั่ว สปป.ลาว ประชาชนชาวลาวจำนวนมากมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งนี้ เมื่อครั้ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงร่วมงานครบรอบ 20 ปีของศูนย์ฯ ได้มีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า… “ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ คือความสำเร็จที่น่าปลาบปลื้มที่สุด”
การเสด็จฯ เยือน สปป.ลาว วันที่ 3 ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังได้เสด็จฯ ไปทรงสักการะพระธาตุหลวง และพระพุทธรูปสำคัญ ณ พิพิธภัณฑ์พระธาตุหลวง เวียงจันทน์ ทรงสักการะตามธรรมเนียมแบบลาว เสร็จแล้วได้เสด็จฯ ยังพลับพลาพิธีสงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระมหาเถระลาว 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ โดยมีพระอาจารย์ใหญ่มะหาเหวด มะเสไน ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป.ลาว เป็นประธาน ในการนี้พระอาจารย์ใหญ่มะหาเหวด มะเสไน ถวายพระพุทธรูปองค์ตื้อ 1 องค์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น 2 พระองค์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ไว้เป็นที่ระลึกด้วย

ต่อมาทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ ยังท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีคณะบุคคลระดับสูงของ สปป.ลาว พร้อมด้วย นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ข้าราชการฝ่ายลาวและฝ่ายไทย เฝ้าฯ ส่งเสด็จ ทรงพระดำเนินผ่านทหารกองเกียรติยศ เสด็จขึ้นประทับเครื่องบินพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย ทรงทำการบินเสด็จฯ กลับประเทศไทย
ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-สปป.ลาว และศูนย์ฯ ห้วยซอน-ห้วยซั้ว ก้าวสู่ปีที่ 32 นับเป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือน สปป.ลาว และมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะเสด็จฯ ทอดพระเนตรศูนย์ฯ ห้วยซอน-ห้วยซั้ว ซึ่งเป็นการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของศูนย์ฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” สายใยมิตรภาพไทย–สปป.ลาว ที่มีการวางรากฐานไว้โดยสมเด็จพระบรมชนกนาถแห่งพระองค์ ทรงต่อยอดมิตรภาพไทย–สปป.ลาว ให้ยิ่งแน่นแฟ้นสืบไป.