สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สหภาพยุโรป (อียู) จะต้อง “จ่ายในราคามหาศาล” จากการปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล แอปเปิล เมตา และแอมะซอน ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าในการสอบสวนของหน่วยงานกำกับดูแลยุโรป พร้อมยืนยันว่า สหรัฐจะไม่ยอมให้อียูใช้บริษัทของอเมริกาเป็น “กระปุกออมสิน”
ผู้นำสหรัฐเรียกร้องให้อียูยกเลิกมาตรการค่าปรับทั้งหมดที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกา และประกาศว่า จะเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฉบับปี 2517 เพื่อพิจารณาว่า แนวปฏิบัติของอียูเข้าข่ายการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่
"The United States of America is not a “PIGGYBANK” for Europe, nor will we allow it to be! Please let this TRUTH serve to represent that we will immediately initiate a 301 Investigation into the practice of “ROBBING” American Companies and, in turn, the American Taxpayer." -… pic.twitter.com/TRGPi0rCm3
— The White House (@WhiteHouse) July 24, 2026
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างด้วยว่า จนถึงตอนนี้ แอปเปิลถูกอียูปรับรวม 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 505,574.80 ล้านบาท) เมตาถูกปรับ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 101,114.96 ล้านบาท) และแอมะซอนถูกปรับแล้ว 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 84,262.47 ล้านบาท) แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลใด ขณะที่อียู รวมถึงเมตา แอปเปิล และแอมะซอน ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อกรณีนี้
อนึ่ง มาตรา 301 ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ในการสอบสวนและตอบโต้ต่อแนวปฏิบัติทางการค้าของต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันเห็นว่า ไม่เป็นธรรม และรัฐบาลทรัมป์ใช้มาตราดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศมาตลอด.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



