เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่สำนักงาน กสทช. จัดประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. โดยการประชุมครั้งนี้มีการจับตาจากหลายฝ่าย หลังมีกรณีคณะกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา มีมติว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขาดคุณสมบัติ

โดยก่อนการประชุม มีเจ้าหน้าที่และพนักงานของสำนักงานฯ มารอมอบดอกไม้ให้กำลังใจ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขณะที่กรรมการอีก 5 คน ที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และ พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ขณะที่ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม 

เมื่อเริ่มการประชุม คณะกรรมการ กสทช. นำโดย พลอากาศโท ธนพันธุ์ น.ส.พิรงรอง และ ดร.ศุภัช ขอหารือในที่ประชุมเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. หลังได้รับหนังสือจากคณะกรรมการสรรหา โดยขอความชัดเจนจาก สำนักงาน กสทช. เนื่องจากขณะนี้ คณะกรรมการสรรหาได้มีมติชี้ขาดแล้วว่า ประธาน กสทช. ได้สละสิทธิ์ในการเข้าร่วมรับตำแหน่ง (ตามมาตรา 18 และมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด  

ซึ่งหากประธานฯ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ควรยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน แต่ตามมาตรา 15 วรรค 7 การฟ้องศาลไม่ได้เป็นเหตุให้ชะลอหรือระงับการบังคับตามคำสั่ง ดังนั้น การเข้าร่วมประชุมภายใต้การทำหน้าที่ของประธานฯ ในปัจจุบัน จึงมีความเสี่ยงทางกฎหมาย

ขณะที่ ประธาน กสทช. ได้พยายามดำเนินการประชุมตามวาระ จนเกิดการถกเถียงแย่งกันพูด จนสุดท้าย พลอากาศโท ธนพันธุ์  น.ส.พิรงรอง และ ดร.ศุภัช ได้เดินออกจากห้องประชุมไป 

ขณะที่ประธานแจ้งในที่ประชุมว่า ตนไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหามาโดยตลอด และมองว่าเป็นการกระทำเกินอำนาจหน้าที่ ขณะนี้ อยู่ในระหว่างเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ตามสิทธิภายใน 90 วัน เรื่องจึงยังไม่มีข้อยุติประเด็น

ขณะที่ตามรัฐธรรมนูญ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ จะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเสียก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ตนก็ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไปตามกฎหมาย

ด้าน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กล่าวในที่ประชุมว่า ประธาน กสทช. ได้รับแต่งตั้งโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 และยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้น สำนักงานฯ จึงต้องถือว่าท่านยังคงเป็นประธาน กสทช. โดยสมบูรณ์ การไม่ปฏิบัติตามอาจเข้าข่ายลดทอนพระราชอำนาจและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา การจัดประชุมครั้งนี้ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

“การปฏิเสธไม่ยอมรับประธานฯ ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โดยอ้างเพียงคำวินิจฉัยหรือความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาจเข้าข่ายการมิบังควร และข้อบังคับการประชุมข้อ 28 ว่า หากพ้นกำหนดเวลาประชุมไป 30 นาที แล้วองค์ประชุมยังไม่ครบ ประธานมีอำนาจสั่งเลื่อนการประชุมได้ และขอแจ้งกรรมการที่อยู่ด้านนอกว่า วาระวันนี้มีกรอบเวลาตามกฎหมาย การไม่เข้าร่วมประชุมอาจเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157”

ทั้งนี้ หลังรอ 30 นาที บอร์ด กสทช. ยังไม่ครบองค์ประชุม ประธาน กสทช. จึงสั่งเลื่อนประชุม และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 5 และ 6 ส.ค. โดยการประชุมวันนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที