ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยแนวคิดอนุรักษ์ “ลิ้นจี่อัมพวา” พืชเศรษฐกิจและอัตลักษณ์สำคัญของพื้นที่ หลังปัจจุบันผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ บางปีให้ผลดก บางปีแทบไม่มีผลผลิตเลย ส่งผลให้เจ้าของสวนจำนวนไม่น้อยโค่นต้นลิ้นจี่เพื่อนำไม้ไปเผาถ่าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะต้นลิ้นจี่มีอายุหลายสิบปีขณะที่บางต้นอายุเป้นร้อยปีมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นถ่านเพียงไม่กี่บาท

นายอำเภออัมพวา กล่าวว่า เมื่อตนย้ายมารับตำแหน่งได้ชิมลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ก็พบว่ามีรสชาติอร่อยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนลิ้นจี่ที่เคยรับประทาน จึงเห็นว่าควรจะร่วมกันรักษาสวนลิ้นจี่ไว้ เพราะถือเป็นเสน่ห์และแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนอัมพวาในช่วงฤดูกาลผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือเกษตรกรต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ลิ้นจี่ไม่ติดผล ตนจึงมีแนวคิดใช้งบประมาณของอำเภอ นำร่องปลูกพืชอื่นแซมในสวนลิ้นจี่ เพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยพืชชนิดแรกที่เตรียมทดลองคือ “ใบเหลียง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ร่มใต้ต้นไม้ใหญ่ และมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกโกโก้เป็นพืชเสริมอีกชนิดหนึ่ง โดยจะทดลองนำร่องบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่เศษ ในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา

นายธนวัฒน์ กล่าวว่า หากการปลูกพืชแซมประสบความสำเร็จ เกษตรกรก็จะมีรายได้ประจำ ไม่จำเป็นต้องตัดต้นลิ้นจี่ทิ้งเพื่อเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น พร้อมย้ำว่า “ลิ้นจี่อัมพวา” ไม่ใช่เพียงผลไม้ แต่เป็นสินทรัพย์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงคราม หากพื้นที่ปลูกซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแค่ 5 พันไร่เศษ หากยังมีการ
โค่นต้นทิ้งอีก แม้ปีใดผลผลิตจะออกดี ก็จะมีปริมาณไม่มากพอที่จะสร้างบรรยากาศและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เหมือนในอดีต
นายอำเภออัมพวา ยังเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์สวนลิ้นจี่ พร้อมยืนยันว่า อำเภอพร้อมสนับสนุนการทดลองปลูกพืชแซม เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับพื้นที่ และรักษาเอกลักษณ์ของอัมพวาให้คงอยู่กับจังหวัดสมุทรสงครามต่อไป
นอกจากนี้ นายธนวัฒน์ ยังกล่าวชื่นชมความสามัคคีของชาวตำบลแควอ้อม และบทบาทของพระสงฆ์รวมถึงผู้นำชุมชนที่ร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเปรียบเทียบว่า “ฟางเพียงเส้นเดียวไม่มีพลัง แต่เมื่อรวมกันหลายเส้นก็แข็งแรง” พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือกันรักษาทรัพยากรอันทรงคุณค่าของอัมพวา เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน




