วันที่ 27 ก.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขอัตราภาษี แต่ต้องเร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการเพิ่มมาตรการทางการค้ากับไทยในอนาคต
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง และพัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ และใช้เป็นหลักฐานประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้
สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า และความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า
นอกจากนี้ นายกฯ ได้เน้นย้ำการช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการสนับสนุนให้ขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณสินค้าโดยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ กำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทย



