เปิดวิสัยทัศน์ “มาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้” ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยียานยนต์เยอรมนี ประกาศภารกิจยกระดับอู่ซ่อมรถยนต์อิสระทั่วโลกสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขนทัพนวัตกรรมล้ำสมัยทั้งแพลตฟอร์มคลาวด์อัจฉริยะ, ระบบตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่แรงดันสูง, บริการอู่เคลื่อนที่นอกสถานที่, ระบบทดสอบเรดาร์ ADAS จับมือ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส พร้อมเปิดตัวไส้กรองรักษ์โลกขนแกะธรรมชาติ และเตรียมสปีดพอร์ตโฟลิโออะไหล่ EV ทะยานทะลุ 2,000 รายการภายในปี 2573 เตรียมโชว์เคสความยิ่งใหญ่ในงาน Automechanika กันยายนนี้

อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงรถยนต์ทั่วโลกเตรียมรับมือคลื่นลูกใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ มาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) ผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนและเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกจากเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ประกาศวิสัยทัศน์พลิกโฉม “อู่ซ่อมรถยนต์อิสระ” ให้ก้าวข้ามจากร้านซ่อมแบบดั้งเดิมสู่การเป็นศูนย์บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับยานยนต์ยุคใหม่ที่เชื่อมต่อ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และควบคุมด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ฟิลิปป์ กรอสเซ ไคลมันน์” (Philipp Grosse Kleimann) สมาชิกคณะกรรมการบริหารของมาห์เล และหัวหน้าหน่วยธุรกิจมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ เปิดเผยในงาน MAHLE Media Tech Day ณ เมืองชตุทท์การ์ท ว่า การพัฒนามาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ อย่างต่อเนื่อง จากผู้จัดหาชิ้นส่วนสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร คือการวางรากฐานให้อู่ซ่อมรถยนต์อิสระยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นอิสระต่อไป โดยมาห์เลได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งผู้ค้าส่งอะไหล่และอู่ซ่อมรถ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนจะเดินทางได้อย่างไม่สะดุด

พร้อมกันนี้ ทางมาห์เลเตรียมยกทัพนวัตกรรมและบริการใหม่ภายใต้สโลแกน “Your Growth. Our Expertise.” (การเติบโตของคุณ คือความเชี่ยวชาญของเรา) ไปจัดแสดงในงาน Automechanika ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Hall 9) ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2569 นี้ โดยมีไฮไลต์และรายละเอียดบริการที่ครบถ้วนครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

เริ่มต้นด้วย MAHLE Workshop Portal แพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ที่ทันสมัยและเป็นบริการฟรีสำหรับคนทำงานในอู่ซ่อมรถทุกระดับ ทั้งช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ และเจ้าของอู่ เพื่อช่วยให้เรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคว้าโอกาสทางธุรกิจ หัวใจสำคัญคือระบบสนับสนุนทางเทคนิคแบบเบ็ดเสร็จ มาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วย AI และระบบแจ้งปัญหาโดยตรงทำให้อู่เข้าถึงความรู้จากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างรวดเร็ว เสริมด้วยคลังความรู้ที่ครอบคลุม หลักสูตรอบรมออนไลน์ ข่าวสารล่าสุดในอุตสาหกรรม และโปรแกรมสะสมคะแนนที่ยืดหยุ่นจากการฝึกอบรม กิจกรรม และการซื้อสินค้า ออกแบบให้รองรับทุกอุปกรณ์ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป โดยจะเริ่มโครงการนำร่องในยุโรปและอเมริกาใต้ช่วงฤดูร้อนนี้ ก่อนเปิดใช้งานจริงสำหรับอู่ซ่อมอิสระในเยอรมนีช่วงครึ่งปีหลัง และขยายไปทั่วโลกในลำดับถัดไป

ในส่วนของการรับมือกับยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ มาห์เลได้พัฒนา MAHLE Battery Workshop Support ที่ช่วยให้อู่ซ่อมรถประเมินแบตเตอรี่แรงดันสูงได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบภายในไม่กี่นาที ผ่านการสื่อสารโดยตรงกับอินเทอร์เฟซ CAN (Controller Area Network) ไม่ว่าแบตเตอรี่จะยังติดตั้งอยู่ในรถหรือถูกถอดออกมาแล้ว ระบบจะช่วยระบุข้อบกพร่อง ประเมินสภาพแบตเตอรี่อย่างแม่นยำ และให้คำแนะนำที่ชัดเจนว่าควรซ่อม เปลี่ยนใหม่ หรือส่งต่อไปยังศูนย์ซ่อมเฉพาะทาง พร้อมทั้งดูแลตลอดกระบวนการตั้งแต่การถอดแบตเตอรี่ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่จำเป็น ช่วยลดภาระงานและเปิดทางให้อู่เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโมเดลบริการรูปแบบใหม่อย่าง MAHLE Mobile Service ที่ช่วยให้รถยนต์ไม่จำเป็นต้องถูกนำมาที่อู่เสมอไป โดยช่างเทคนิคสามารถเดินทางไปหาลูกค้าด้วยรถบริการเคลื่อนที่ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ช่วยลดระยะเวลาที่รถต้องจอดซ่อม เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ศูนย์บริการ มาห์เลนำเสนอแนวคิดในการให้บริการอุปกรณ์และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถติดตั้งในรถบริการคันใหม่หรือฟลีตรถที่อู่มีอยู่แล้ว และปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของแต่ละอู่ได้ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง บริการระบบเบรก ตรวจสภาพรถ วิเคราะห์และอัปเดตซอฟต์แวร์ ซ่อมแบตเตอรี่สตาร์ทและระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ซ่อมกระจก บริการระบบปรับอากาศ ไปจนถึงตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่แรงดันสูง ซึ่งแนวคิดนี้ได้เริ่มดำเนินการระยะนำร่องในยุโรปแล้ว

ด้านการรับมือกับความท้าทายของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่อู่ซ่อมทั่วไปยังขาดโซลูชันที่เชื่อถือได้ มาห์เลได้ร่วมมือกับ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ปิดช่องว่างดังกล่าวด้วยการผสานระบบวิเคราะห์ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 เข้ากับเครื่องทดสอบเรดาร์ความแม่นยำสูง RadEsT ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส นับเป็นครั้งแรกที่อู่ซ่อมสามารถตรวจสอบการทำงานจริงของชิ้นส่วนเรดาร์ด้วยการจำลองสถานการณ์จราจรจริง ให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ จัดทำเป็นเอกสารได้ และทำซ้ำได้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและรับประกันคุณภาพการซ่อมระดับมืออาชีพ โดยระบบ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 ที่ใช้งานอยู่แล้วสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมนี้เพิ่มได้ทันที

ตอกย้ำความยั่งยืนด้วยไส้กรองอากาศในห้องโดยสารรุ่นใหม่ CareMetix® Natural ซึ่งเป็นครั้งแรกของการนำเทคโนโลยีการกรองที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานมาผสานเข้ากับ “ขนแกะธรรมชาติ” ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการกรอง ดักจับฝุ่นละอองและสารมลพิษ ตลอดจนลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด ไร้กลิ่นรบกวน และลดการใช้วัสดุก่อให้เกิดไมโครพลาสติก พร้อมอายุการใช้งานที่ยาวนาน

และพร้อมที่จะทำการรุกตลาดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มาห์เลได้เพิ่มชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่สำคัญ เช่น เครื่องประจุไฟฟ้าในรถยนต์ และตัวกรองสัญญาณขาเข้า ซึ่งผลิตและส่งตรงจากโรงงาน OEM ของกลุ่มบริษัทเอง โดยมีแผนจะ ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจาก 1,000 รายการในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 2,000 รายการภายในปี 2573 เพื่อให้มั่นใจว่าอู่ซ่อมรถและห่วงโซ่อุปทานจะมีชิ้นส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการซ่อมแซมระบบส่งกำลังไฟฟ้าและการทำงานของระบบชาร์จสมัยใหม่ครบถ้วนทุกประการ.