การลาออกอย่างกะทันหันของนายเพอร์รี วาร์จิโย จากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย หลังปฏิบัติหน้าที่มานาน 8 ปี กลายเป็นปัจจัยล่าสุดที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งกำลังจับตาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด


วาร์จิโยให้เหตผุลประกอบการลาออกว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” ขณะที่รัฐบาลแต่งตั้งนางเดสตรี ดามายันตี รองผู้ว่าการอาวุโส ให้ขึ้นรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินได้มากเพียงใด ภายใต้รัฐบาลของ พล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดี


นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า ตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางถูกกำหนดให้มีวาระที่แน่นอน เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ดังนั้น การลาออกก่อนครบวาระจึงอาจถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินรูเปียห์ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับอ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์


การลาออกของวาร์จิโยยังเกิดขึ้น หลังอินโดนีเซียสูญเสียบุคคลสำคัญด้านเศรษฐกิจอีกคน คือ นางศรี มุลยานี อินทราวตี ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง รมว.การคลัง เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินอย่างหนัก เนื่องจากศรี มุลยานี ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ว่าเป็นผู้รักษาวินัยการคลังและผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ


การที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับสูงทั้งสองคนทยอยออกจากตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ทำให้นักลงทุนวิตกว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอาจเปลี่ยนแปลง และมีโอกาสได้รับอิทธิพลจากฝ่ายการเมืองมากขึ้น

นางเดสตรี ดามายันตี รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย


ตามกฎหมายของอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีจะเสนอชื่อผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ต่อรัฐสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและให้ความเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ พล.ท.ปราโบโว ยังไม่ได้เสนอชื่อบุคคลใดอย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะเป็นบุคคลที่มีความเป็นอิสระ หรือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล


ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางอินโดนีเซีย มีมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังรัฐบาลแต่งตั้งนายโธมัส จิวันโดโน หลานชายของ พล.ท.ปราโบโว ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลาง

นอกจากนี้ รัฐสภายังผ่านกฎหมายฉบับใหม่เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มบทบาทของธนาคารกลางในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดคำถามว่า การดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ และเสถียรภาพค่าเงิน หรือจะมุ่งสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากขึ้น


หลังมีการประกาศลาออกของวาร์จิโย ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 0.3% มาอยู่ที่ 17,990 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากระดับอ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18,190 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

อนึ่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ามากกว่า 7% ถือเป็นสกุลเงินซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย แม้ธนาคารกลางจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้ว 1.00% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา


แม้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติงส์ จะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซีย พร้อมคงแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” เมื่อต้นเดือน ก.ค. แต่ก่อนหน้านั้น มูดีส์ และ ฟิตช์ เรตติงส์ ต่างปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็น “เชิงลบ” สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ


นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือบุคคลที่ พล.ท.ปราโบโว จะเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือจะหันไปสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแตะ 8% ภายในปี 2572 ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในระยะต่อไป.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS