สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการอนุมัติสัญญามูลค่าสูงสุด 58,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.96 ล้านล้านบาท ) ให้แก่บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน เพื่อผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออต
สัญญาดังกล่าวเป็นการขยายจากข้อตกลงเดิมอายุ 1 ปี มูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 157,417.10 ล้านบาท ) ซึ่งลงนามเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ให้เป็นกรอบจัดซื้อระยะเวลา 7 ปี ครอบคลุมปีงบประมาณ 2569-2575
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังผลักดันผู้ผลิตอาวุธให้เร่งกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขีปนาวุธที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เดินหน้ากดดันบริษัทด้านกลาโหมให้ความสำคัญกับการผลิตมากกว่าการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
Long‑term commitment. Lasting impact.
— Lockheed Martin (@LockheedMartin) July 29, 2026
We’ve reached a seven-year agreement with the @DeptofWar for PAC-3® MSE, bringing the total multi-year value to $58.62B. This is the next phase of production — expanding capacity at speed and powering the Arsenal of Freedom. pic.twitter.com/S9vJqXSNUe
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนในแวดวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องระบุว่า สภาคองเกรสต้องอนุมัติงบประมาณก่อน จึงจะสามารถลงทุนขยายสายการผลิตและเพิ่มกำลังผลิตได้เต็มที่
ด้านล็อกฮีด มาร์ติน เปิดเผยว่า เงินทุนดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธแพทริออตเป็น 3 เท่าภายในปี 2573 พร้อมเพิ่มการจ้างงานที่โรงงานในรัฐอาร์คันซอราว 50%
ก่อนหน้านี้ บริษัทประกาศแผนลงทุน 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 267,944-301,437 ล้านบาท ) ภายในปี 2573 เพื่อปรับปรุงโรงงานมากว่า 20 แห่งในอเมริกา และเพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธแพทริออตเป็น 2,000 ลูกต่อปี
ขณะที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ ( ซีซิส ) ประเมินว่า กองทัพสหรัฐเหลือขีปนาวุธแพทริออตไม่ถึง 1,000 ลูก และขีปนาวุธทาดไม่ถึง 250 ลูก หลังมีการนำขีปนาวุธเหล่านี้ออกจากคลังเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้สนับสนุนยูเครนตลอดกว่า 4 ปีที่ผ่านมา และการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ปีนี้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



