สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า เครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพอากาศนานาชาติ (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอ) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ ใช้ข้อมูลการสังเกตการณ์สภาพอากาศในอดีต เพื่อประเมินว่าสภาพอากาศร้อน แห้ง และมีลมแรง “ที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่า” และบ่งชี้ถึงความยากง่ายในการดับไฟเมื่อเริ่มลุกไหม้ เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) แสดงให้เห็นว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเป็นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม
การวิเคราะห์ระบุว่า สภาพอากาศในปัจจุบัน ไฟป่ารุนแรงระดับเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นทุก ๆ 20 ปี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และทุก ๆ 6 ปี ในภาคกลางของสเปน
Climate change made 'fire-prone' weather conditions more likely in Spain and France, scientists say https://t.co/gsCLR08TAz https://t.co/gsCLR08TAz
— Reuters World (@ReutersWorld) July 31, 2026
“เราได้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลให้สภาพอากาศที่ร้อน แห้ง และติดไฟง่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเกิดไฟป่าอย่างมาก และสิ่งที่พิเศษในกรณีนี้คือ มันยังเป็นช่วงต้นฤดูกาล และคลื่นความร้อนอีกระลอกที่กำลังจะมาถึง ทำให้การค้นพบเหล่านี้จึงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง” นางแคลร์ บาร์นส์ นักวิจัยด้านสภาพอากาศสุดขั้ว จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และผู้ร่วมเขียนบทวิเคราะห์ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอ กล่าว
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าในยุโรปมากขึ้น คือ รูปแบบของฤดูหนาวที่เปียกชื้น ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช ตามด้วยฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่แห้งแล้ง ทำให้พืชเหล่านั้นแห้งเหี่ยว ส่งผลให้ป่ามีเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย
“ดังนั้น การลดความเสี่ยงของไฟป่าจึงไม่ได้มีแค่การดับเพลิงฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังต้องมีการทำงานเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไฟป่า ผ่านการวางแผนและการจัดการภูมิทัศน์ที่คำนึงถึงความเสี่ยง” บทวิเคราะห์ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอ ระบุเสริม.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



