เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวข้อมูลสุขภาพคลาดเคลื่อนในระบบหมอพร้อมและระบบที่เกี่ยวข้อง ว่า ข้อมูลสุขภาพมีความสำคัญต่อการใช้สิทธิ และความเชื่อมั่นต่อประเทศ ซึ่งหลังได้รับข้อร้องเรียน กระทรวงฯ ก็สั่งตรวจสอบเร่งด่วน โดยตั้งคณะทำงานร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุขกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งนี้ที่ผ่านมามีข้อสังเกตเพิ่มเติม คือยังพบความคลาดเคลื่อนในแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน ดังนั้นกระทรวงจะตรวจสอบครอบคลุมการส่งต่อ แสดงผลข้อมูล และการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แอปหมอพร้อมมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโควิด-19 ระบาด โดยบันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีนกว่า 140 ล้านโด๊ส มีความแม่นยำ ถูกต้องระดับสูงมาก เป็นประโยชน์ในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลการฉีดวัคซีนเป็นหลักฐาน จากวันนั้นถึงวันนี้ 5 ปี มีทีมเชี่ยวชาญพัฒนานำข้อมูลสุขภาพอื่นๆ เข้ามา โดยย้ำว่า ข้อมูลในแอปหมอพร้อมเกิดจากการบันทึกเข้ามาโดยสถานพยาบาลที่ให้บริการ แต่วันนี้เมื่อพบว่าข้อมูลบางส่วนในแอปหมอพร้อมของบางท่านคลาดเคลื่อน เหตุการณ์เกิดวันอาทิตย์ กระทรวงสาธารณสุข เริ่มตอบสนองทันที มีข้อมูลเข้ามาเป็นระยะๆ ที่มีการสรุปก็จะมีการรายงาน ส่วนคำร้องบางส่วนที่ทยอยเข้ามาจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

นพ.โสภณ กล่าวว่า ขณะนี้มีตัวเลขคำร้องที่เข้ามา 1.3 หมื่นครั้ง แต่จำนวนคนคาดว่าไม่ถึง เนื่องจากบางคนส่งซ้ำ โดยมอบให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเร่งดำเนินการคัดแยกรายพื้นที่ และจัดกลุ่ม และส่งกลับมาใน 1-2 สัปดาห์ ว่าเกิดจากอะไร เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการผิดพลาดของบุคคล เรื่องแรงกดดันที่อาจเกี่ยวกับตัวชี้วัด การลงข้อมูลเบิกจ่าย ย้ำว่าแต่ละรายต้องทำอย่างละเอียด ส่วนแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่สามารถแสดงข้อมูลส่วนบุคคลหลายแอป เช่น “ทางรัฐ” จะใช้การส่งข้อมูลอีกฐานหนึ่งที่ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นต้องมีการทำงานร่วมกัน ซึ่งคณะทำงานที่ทำร่วมกันจะมีหน่วยงานอื่นด้วย เช่น สปสช.อย่างไรก็ตามข้อมูลจะมีคุณภาพดี ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ต้นทาง

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเคพีไอ หรือตัวชี้วัด ที่อาจมีส่วนกดดันนั้น ทางปลัดกระทรวงเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งภาระงาน และผลการทำงาน จึงให้ทบทวนให้มีจำนวนเคพีไอที่เหมาะสม และตรวจสอบในส่วนที่เป็นเหตุให้บันทึกข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งปีนี้มี 30 ตัวชี้วัด แต่เนื่องจากมีหลายแผนงานจึงอาจมีตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย ปลัดฯ ก็สั่งการให้พิจารณาร่วมกันแล้วจัดหมวดหมู่ ทั้งนี้ เชื่อหลังทบทวนจำนวนเคพีไอจะลดลง สำหรับกรณีที่มีผู้ไปให้ข้อมูลกับเพจต่างๆ ในเชิงยอมรับว่ามีการกรอกข้อมูลทิพย์เพราะกดดันจากเคพีไอนั้น ย้ำว่าเราพร้อมรับข้อมูลจากทุกฝ่ายทั้งหมด แต่ยังไม่มีการส่งข้อมูลเหล่านี้มาที่กระทรวง และตอนนี้เรายังไม่ได้สรุปในเชิงลึกใดๆ รวมถึงผู้ที่จะมายื่นหนังสือร้องเรียนที่กระทรวงนั้นเราก็ยินดีรับไว้ทั้งหมด และจะได้ช่วยกันดูว่าข้อห่วงใยนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก่อนถึงขั้นว่าจะสอบสวนวินัยอย่างไร    

นพ.พิทักษ์พงษ์ พายุหะ สสจ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากที่มีผู้ใช้บริการโพสต์ข้อความว่า ไม่ได้ใช้ไปบริการที่ รพ.สต.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด แต่กลับมีข้อมูลการใช้บริการ และมีการจ่ายยาด้วยนั้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบหน่วยบริการดังกล่าว พบว่า รพ.สต.แห่งนี้ได้รับการถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปี 2551 มีรายการใช้บริการปี 2562 ตรวจสอบเป็นการบันทึกข้อมูลในโปรแกรมคลาดเคลื่อน เนื่องจากผู้ใช้บริการมีชื่อเดียวกัน แต่คนละนามสกุล ซึ่งในปีนั้นเจ้าหน้าที่ทำการตรวจรักษาแล้วบันทึกข้อมูลในกระดาษก่อนนำมาบันทึกในระบบ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2564 มีการยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ตการ์ดป้องกันสวมสิทธิใช้บริการ เบิกจ่ายยา ขณะนั้นความคลาดเคลื่อนลดน้อยลง ทั้งนี้ได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจ และย้ำกับสถานพยาบาลให้ระมัดระวังแล้ว

นพ.นนท์ จินดาเวช นพ.สสจ.ปทุมธานี กล่าวว่า ต้นเรื่องเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ร้องว่าไม่ได้รับบริการที่ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่ง เมื่อทราบเรื่องจึงตรวจสอบไปที่ รพ.ดังกล่าวเพื่อหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นพร้อมแจ้งกระทรวง โดยทราบว่า หมอพร้อมไม่ได้มีปัญหา จึงสั่งผอ.รพช.หาข้อเท็จจริง จากนั้น 27 ก.ค.มีการสอบข้อเท็จจริงและส่งรายงานว่า เหตุการณ์เกิด ม.ค. 2569 ซึ่งโรงพยาบาลชุมชน มีโครงการเฝ้าระวังตรวจสุขภาพเชิงรุกในชุมชนโดยประสาน อสม. ดำเนินโครงการ 3 โครงการ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ด้วยอุจจาระ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก และโครงการสาวไทยแก้มแดงให้ธาตุเหล็ก  ซึ่ง อสม.ลงชุมชนหากลุ่มเป้าหมาย แล้วนำชื่อ บัตรประชาชนมาแจ้งเจ้าหน้าที่ รวมผู้ร้อง เจ้าหน้าที่จึงมีการคีย์ข้อมูลว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายในการคัดกรอง ต่อมาเดือน ก.พ. ทาง อสม.รายงานว่าชุดตรวจอุจจาระ คนไข้ส่งชุดตรวจกลับ ผลตรวจปกติ มีการพิมพ์ในระบบจ่ายยาเสริมธาตุเหล็กให้ผู้ร้องรายนี้ ดังนั้นเป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อนของ อสม. และเจ้าหน้าที่ที่ รพ. เพราะคีย์ทั้ง 3 ข้อมูล และตัวยาธาตุเหล็กนั้นห้องยายืนยันว่าไม่มีการเบิกจากคลัง และทั้ง 3 โครงการเมื่อตรวจสอบไปทั้ง 3 กองทุน ทั้ง สปสช. และข้าราชการ คนไข้ 48 ปี ไม่เข้าเกณฑ์คัดกรอง รพ.จึงไม่สามารถเคลมได้จากกองทุนใดๆ เราจึงทำรายงานส่งถึงผู้บังคับบัญชาทุกระดับ

ส่วนมาตรการป้องกัน 1.ให้หน่วยบริการในกำกับจังหวัดทุกระบบ ตรวจสอบการให้บริการ การเคลมเบิกว่าจริงตามนั้นหรือไม่ 2.รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ไม่มั่นใจ หรือกังวลข้อมูลคลาดเคลื่อนที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ รพ.ตั้งใจแก้ไขบันทึกการรักษาในเวชระเบียนให้ถูกต้อง ช่วงบ่ายวันจันทร์ เข้ามาที่ รพ.เพื่อแก้ไข

เมื่อถามถึงการเข้าถึงข้อมูลแอปหมอพร้อม มีบุคคลอื่นเข้าถึงได้หรือไม่ หรือมีการส่งข้อมูลถึงหน่วยงานที่ต้องการใช้ข้อมูลสุขภาพหรือไม่ และมีการรั่วไหลได้หรือไม่ นพ.วิจักษณ์ กาญจนอุทัย ผอ.สำนักสุขภาพดิจิทัล กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเข้าใช้ระบบนั้นผู้รับบริการเข้าใช้ได้ผู้เดียว เพราะยืนยันด้วยดิจิทัลไอดี มีมาตรฐานการยืนยันตัวตนที่ได้มาตรฐาน และเราไม่มีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานอื่นใด เพราะข้อมูลสุขภาพ เป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และที่ผ่านมายืนยันว่าไม่มีข้อมูลรั่วไหลจากแอปดังกล่าว ย้ำว่าเราทำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลอย่างเคร่งครัด การขอข้อมูลทำได้ยากมากหากไม่ใช่เจ้าของข้อมูล.