ในการเปิดข้อมูลต่างๆ ตีกระทบเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย  (ภท.) ในช่วงที่เคลื่อนไหวกันมากๆ ขั้วการเมืองตรงข้ามก็โต้ว่า “มีกลุ่ม สว.สีส้มที่ฮั้วด้วย” แต่ทางฝั่งพรรคส้มก็แก้ต่างสวนกลับว่า “การแนะนำตัวกันไม่ผิด  มันผิดที่มีการจ่ายเงิน หรือเสนอผลประโยชน์แลกโหวตหรือไม่

ในโค้งสุดท้ายก่อน กกต.มีมติ คนของทางพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหา อย่างเคส “บ้านใหญ่อ่างทอง” ตั้งข้อสังเกตว่า หลักฐานที่เอามาใช้เป็นหลักฐานจริงหรือไม่? และ “บังซุป”ศุภชัย  ใจสมุทร  สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทยออกมาย้ำว่า จะกล่าวหากันต้องมีหลักฐานชนิดที่บอกได้ว่า คนนี้ทำอะไร ไม่ใช่แค่ลากเส้นโยงความสัมพันธ์แล้วเชื่อไปเองว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เส้นโยงไม่ใช่หลักฐาน ความสัมพันธ์ไม่ใช่ความผิด ที่สำคัญ “ข้อกล่าวหา ไม่ใช่คำพิพากษา

ซึ่งในสัปดาห์นี้ก็จะรู้ดำ รู้แดงกันแล้ว เพราะมีรายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า กกต.ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่18 ส.ค.นี้  กรรมการจะเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้เวลา13.00น.ตามที่นัดหมาย  กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ซึ่งข้อหาที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารออยากรู้ผล คือ  ข้อหาที่ว่า กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.  ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.หรือไม่ และอีกข้อหาหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งยวด คือ  มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดหรือไม่

สำหรับหลักฐานที่ฝ่ายค้านนำมาเปิด หลายคนเชื่อว่า “ได้มาจากคณะไต่สวน ชุดที่ 26” ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ ) ซึ่งชุดนี้ มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน138 คน และกรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน ซึ่งเรื่องนี้ ทาง บ้านใหญ่อ่างทองก็ถามว่า “ได้หลักฐานมาอย่างถูกต้องหรือไม่”   

ต่อมา นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต.เมื่อได้รับสำนวนก็ได้มีความเห็นยืนตามมติคณะไต่สวน ชุดที่ 26 แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในขณะนั้น ตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมา เพื่อพิจารณาคดีนี้เฉพาะ  วันที่ 12 มี.ค.69 อนุฯ เสนอ กกต.ว่า เป็นควรยุติเรื่องเนื่องจาก ข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีมูลความผิด

แนวโน้ม เป็นไปได้สูงว่า นักการเมืองตัวใหญ่ๆ หลุดหมด  เหตุผลคือ “หลักฐานไม่เพียงพอฟังขึ้นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้อง” สว.ก็หลุด เพราะถ้าจะเอาผิดต้องเล่นงานตั้งแต่เลือก สว.เสร็จใหม่ๆ แล้ว ความเคลื่อนไหวต่อไปของฝ่ายค้าน “สส.ต้า”ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน เคยบอกว่าจะใช้กลไกกรรมาธิการสอบต่อ  เพราะ กมธ.มีกฎหมายอำนาจเรียก และพรรคส้มกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เดินเกมฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตมิชอบ หรือ ป.ป.ช.

และฝ่ายค้านเดินเกมสื่อสาร ปลุกกระแสสังคมต้านรัฐบาล ตอกย้ำเรื่อง “ความไม่ชอบธรรมของระบอบสีน้ำเงิน” เพราะเชื่อว่าแทรกแซง สว.แทรกแซงการตั้งองค์กรอิสระ ทำระบบตรวจสอบพัง ดังนั้น ต้องไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ดึงเกมดิสเครดิตพรรคน้ำเงินไปเรื่อยๆ โยนหินถามพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม จะยังอุ้มตรงๆ หรือช่วยอุ้มพรรคภูมิใจไทยต่อหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง

ผลตัดสินของ กกต.ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองหรือไม่ ต้องรอติดตาม??