เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 69 นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวตอบโต้กรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงพาดพิงรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่รู้สึกหนักใจกับการตรวจสอบ เพราะรัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็น แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือฝ่ายค้านยังคงเล่นการเมืองแบบเดิม เปิดแผ่นเสียงตกร่องทุกครั้งที่หมดมุกทางการเมือง
“ทุกครั้งที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประเทศ เราจะเห็นฝ่ายค้านหยิบแฟ้มเก่า เปิดวาทกรรมเก่า แล้ววนกลับมาพูดเรื่องเดิม เหมือนนักมวยที่หมัดหมด เหลือแต่ท่าเดิมให้คนดูจำได้ แต่ชกไม่เข้าเป้า วันนี้ฝ่ายค้านเก่งเรื่องพูดมากกว่าทำ จึงไม่แปลกที่จะยังหาผลงานเป็นรูปธรรมให้ประชาชนจดจำแทบไม่ได้ ที่ได้แค่กระแส แต่รูปธรรมไม่มีเลย” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวว่า การกล่าวหาว่า บางคนใน ครม.ชุดนี้เป็น “ครม.ลูกเทพ” หรือรัฐมนตรีมือไม่ถึงนั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม
“ถ้าจะเรียกลูกเทพ ผมว่า ทุกท่านดีใจ เพราะดีกว่าลูกมาร แล้วเป็นลูกเทพที่ทำงานหนัก ลงพื้นที่ทุกวัน จนประชาชนเห็นผลงานมากกว่าคนที่เอาแต่นั่งวิจารณ์อยู่หน้าจอ” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยภายใต้การทำงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 คน มีผลงานเป็นรูปธรรม ทั้งการลุยปราบนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมาย และผู้มีอิทธิพล การตรวจสอบโรงแรมผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยว การจัดระเบียบต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมายใน จ.ภูเก็ต และกระบี่ การปกป้องผลประโยชน์ของชาติและทวงคืนอธิปไตยทางกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชน ทั้งมาตรการลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย การเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ และการแก้ปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง
นายองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้ ถ้าในมุมรัฐบาล คิดว่าผลงานนั้นชัดเจน นายกรัฐมนตรียังเดินสายพบผู้นำและนักลงทุนจากทั่วโลก จนเกิดการลงทุนใหม่จากบริษัทชั้นนำหลายแห่ง ขณะที่กระทรวงคมนาคมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทางทั่วประเทศ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำลังวางรากฐานเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ
“ลองหันกลับไปดูฝ่ายค้าน จะเห็นว่ามีแต่การตั้งข้อสงสัย สร้างวาทกรรม และกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่หลายเรื่องยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม รัฐมนตรีเราทุกคนไม่กลัวการตรวจสอบ กังวลมา สงสัยมา ส่งหน่วยงานตรวจสอบได้เลยไม่มีขวาง แต่พอเข้าสู่กระบวนการแล้ว กลับถูกส้มตัดสินบนเวทีการเมืองเสียก่อน เหมือนเปิดหนังแล้วประกาศตอนจบ ทั้งที่หนังยังฉายไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ เรียกว่า ชงเอง กินเอง” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจในข้อมูล ก็ควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใช้เวทีการเมืองเป็นศาล และใช้โซเชียลมีเดียเป็นผู้พิพากษา เพราะความจริงพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่การพูดซ้ำจนหวังให้คนเชื่อ
นายองอาจ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ตรวจสอบทุกคน แต่กลับแทบไม่เคยตรวจสอบคนในพรรคหรือเครือข่ายของตัวเอง ทั้งที่หลายกรณีถูกสังคมตั้งคำถามเช่นกัน เช่นเรื่องที่มาของเครือข่าย สว.ส้ม
“บ้านตัวเองมีฝุ่น กลับเอาแต่ชี้นิ้วไปบ้านคนอื่น หวังให้คนมองตามนิ้ว จนลืมหันกลับมาดูว่าพื้นบ้านตัวเองก็ยังไม่ได้กวาด” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากฝ่ายค้านจะเปิดอภิปราย รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็น เพราะเชื่อมั่นว่าผลงานสามารถตรวจสอบได้ และสุดท้ายประชาชนจะตัดสินจากสิ่งที่รัฐบาลทำสำเร็จ ไม่ใช่จากวาทกรรมที่พูดซ้ำไปซ้ำมา เพราะคนไทยไม่ได้กินคำพูดเป็นอาหาร แต่ต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้.


