เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้สิทธิในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มีความยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศสู่ประเทศพัฒนาแล้วเพื่อประชาชน ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน และต้องไม่มีการแก้ไขกฎหมายอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญจากสวัสดิการฐานสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปสู่ สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกคนโดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน ความพยายามในการผลักดันแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ด้วยกลไกของวุฒิสภา จากปัญหาทางการเงินและการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลของรัฐ หากพิจารณาปัญหาทางการเงินและการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมาก เป็นปัญหาซับซ้อนและมีหลายมิติ การวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัญหาเกิดจากประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของปัญหาและละเลยต่อมิติอื่นๆ ของปัญหา เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าความยั่งยืนทางการเงินของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การไม่ขยับริเริ่มให้การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ย่อมเท่ากับเรารอการล่มสลายของระบบสวัสดิการพื้นฐานสำคัญของสังคมไทย สำหรับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง อย่างเช่นไทย การไม่มีหลักสวัสดิการประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะยิ่งนำสังคมไทยสู่ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น จนนำไปสู่การเพิ่มความตึงเครียดและความขัดแย้งทางสังคม หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งตึงเครียดในสังคม เพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลา และไม่มีความจำเป็นแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพราะเราไม่มั่นใจว่าเมื่อมีการเสนอแก้ไขแล้ว จะมีการยัดไส้แก้ไขหลักการสำคัญของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เราสามารถมีมาตรการหรือการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความยั่งยืนได้ โดยยังไม่ต้องแก้กฎหมาย โดยตนมีข้อเสนอ 7 ข้อ ดังนี้ 1.ต้องพัฒนาระบบการเงินการคลังของประเทศให้สามารถรองรับภาระทางด้านสาธารณสุขและบริการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ

2.จัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวให้เพียงพอ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ของบประมาณปี 2570 จำนวน 5,200 บาทต่อหัวต่อปี แต่ได้รับการจัดสรร 4,600 บาทต่อหัว และจัดสรรค่าบริการการแพทย์ประเภทผู้ป่วยนอกให้เพียงพอ มีการจัดสรรตามจำนวนประชากร โดยนำกลุ่มอายุมาปรับอัตราเหมาจ่ายระดับจังหวัดให้มีความเหมาะสมตามโครงสร้างประชากรในแต่ละจังหวัด 3.ต้องไม่แก้ไขกฎหมาย ระบบมาตรการหรือการดำเนินการใดๆ ที่ทำให้องค์กรอิสระด้านสาธารณสุขอ่อนแอลงและรวมศูนย์อำนาจการจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของราชการและการเมือง

4.ให้ความสำคัญการบริหารจัดการยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ในประเทศ 5.ออกแบบระบบการจ่ายที่คำนึงถึงการควบคุมกำกับ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการและกองทุน มีกลไกการตรวจสอบการทุจริตที่มีความรวดเร็ว แม่นยำ และทันท่วงที เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุน มีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพกับข้อมูลเบิกจ่ายค่าบริการ สามารถนำไปใช้ในการกำกับ ติดตามและประเมินผล ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

6.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เช่น การบริหารยาและเวชภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการต่อรองราคา เพิ่มรายการการจัดซื้อรวม ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้บางรายการ 7.ต้องเพิ่มงบประมาณให้เพียงพอเพื่อชดเชยต้นทุนบริการเพิ่มขึ้น และลดภาระของหน่วยบริการโรงพยาบาลต่างๆ

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเดินหน้าลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ สาธารณสุขและยา ต้องบริหารงบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ จัดสรรงบประมาณชดเชย สอดคล้องกับต้นทุนบริการ เพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ อุตสาหกรรมยาในไทยนั้น ยังไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาแบบครบวงจร ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบในต่างประเทศในสัดส่วนสูงมาก อีกทั้งยังขาดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ส่วนใหญ่พัฒนายามาจากยาในกลุ่ม Generic Drugs ที่หมดหรือเพิ่งหมดสิทธิบัตรยา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยาไทยในนั้นมีแนวโน้มการเติบโตได้ หากมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนทางด้านวิจัยยาให้ชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานส่งเสริมอยู่แล้ว จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เพราะมีความพร้อมทางด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค.