สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ผู้นำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ คือการให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลางไปยังรัฐบาลระดับภูมิภาค


แผนการดังกล่าวกำลังนำไปสู่ “การจัดระเบียบโครงสร้างรัฐธรรมนูญรูปแบบใหม่” พร้อมเรียกร้องให้มี “หลักการชุดใหม่ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารประเทศ” และระบุว่า สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นแนวคิดที่เบิร์นแฮมสนับสนุน ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ผู้นำสหราชอาณาจักรกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ประชาชนต้องเรียกร้องในประเด็นซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และการไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรทำให้เทศบาลท้องถิ่นอยู่ในสถานะเสียเปรียบ


สหราชอาณาจักรแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้กฎหมายที่มีการบัญญัติโดยตรงผ่านรัฐสภา ที่ประกอบด้วยสภาสามัญและสภาขุนนาง คำพิพากษาตามกฎหมายจารีตประเพณี และสนธิสัญญาอีกหลายฉบับ เป็นกรอบในการบริหารประเทศ


อย่างไรก็ตาม แนวคิดผลักดันให้สหราชอาณาจักรมีรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษร เป็นกระแสที่เกิดขึ้นยังไม่นานมานัก ย้อนกลับไประหว่างปี 2550-2553 ตรงกับยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวในระยะแรก และเบิร์นแฮมเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของบราวน์ด้วย


ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพิเศษของรัฐสภาสหราชอาณาจักรเคยพิจารณาทางเลือก ในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบ โดยการทบทวนใช้เวลานาน 5 ปี และได้ข้อสรุปเมื่อปี 2558 ว่า ยังไม่มีฉันทามติที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน และควรให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ


สหราชอาณาจักรประกอบด้วยอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ เคยมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งสภาระดับแคว้นในกรุงเอดินบะระ กรุงคาร์ดิฟฟ์ และกรุงเบลฟาสต์


อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน สหราชอาณาจักรยังคงเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีการรวมศูนย์อำนาจมากที่สุดในยุโรป แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะมีการจัดตั้งนายกเทศมนตรี และหน่วยงานรูปแบบอื่น ๆ ในระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้นก็ตาม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS