ภูมิภาคมหาพเลศวร หรือมหาบาเลชวาร์ ในรัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของอินเดีย เป็นแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ที่สำคัญของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 85% ของพื้นที่เพาะปลูกสตรอเบอรี่ทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่สูงกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอากาศเย็นยาวนานในช่วงเดือนพ.ย.-มี.ค. และมีดินร่วนระบายน้ำได้ดี ซึ่งเหมาะกับการปลูกผลไม้ชนิดดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม การทำไร่สตรอเบอรี่ไม่ใช่อาชีพที่ง่าย เพราะต้องใช้แรงงานจำนวนมากและมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศ นางชีตัล ดานาฟเล เกษตรกรซึ่งทำไร่สตรอเบอรี่ร่วมกับสามีบนพื้นที่ 3 เอเคอร์ กล่าวว่า หากฝนตกหนักกะทันหันในช่วงที่ผลผลิตกำลังเต็มที่ อาจทำให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมดและสร้างความสูญเสียมหาศาล


ต้นสตรอเบอรี่ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกฤดูกาล และไม่สามารถขยายพันธุ์จากเมล็ดได้ เกษตรกรจึงต้องซื้อต้นกล้าจากผู้จำหน่าย โดยดานาฟเลต้องใช้เงินราว 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 83,346.25 บาท) ต่อปีสำหรับต้นกล้า แม้ในปีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย เกษตรกรอาจทำรายได้มากกว่าต้นทุนถึงสองเท่า แต่ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้การเพาะปลูกยังเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่


แม้สตรอเบอรี่จะเป็นหนึ่งในพืชสวนที่สร้างกำไรสูงที่สุดของอินเดียตะวันตก แต่อุตสาหกรรมยังต้องพึ่งพาสายพันธุ์นำเข้าจากสหรัฐ อิตาลี และสเปน เนื่องจากอินเดียยังไม่มีสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเอง โดยการพัฒนาสายพันธุ์คุณภาพสูงในต่างประเทศอาจใช้เวลานานถึง 10-15 ปี และสายพันธุ์เหล่านั้นยังอยู่ภายใต้สิทธิบัตร


นายเนลสัน เซเกรา ผู้ก่อตั้งบริษัททารา ฟาร์มส์ เฟรช ซึ่งได้รับใบอนุญาตขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ กล่าวว่า บริษัทต้องนำเข้าต้นแม่พันธุ์ที่ผ่านการรับรองจากต่างประเทศ ก่อนผ่านกระบวนการกักกันของรัฐบาลและนำไปเพาะในเรือนเพาะชำ โดยต้นแม่พันธุ์หนึ่งต้นสามารถแตกไหลให้ต้นลูกเฉลี่ย 20 ต้น และผู้ปลูกที่มีความเชี่ยวชาญอาจเพิ่มได้ถึง 30-40 ต้น


กระบวนการดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ต้นสตรอเบอรี่ไม่สัมผัสพื้น แต่ปลูกในรางที่ทำจากท่ออุตสาหกรรมซึ่งบรรจุวัสดุปลูกจากกาบมะพร้าว หรือโคโคพีต พร้อมระบบน้ำหยดและพ่นหมอกที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ


ความพยายามลดการพึ่งพาพันธุ์ต่างชาติกำลังเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาตมะ ภูเล กฤษี วิทยาพีธ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรแห่งแรกในรัฐมหาราษฏระ ซึ่งร่วมมือกับศูนย์วิจัยปรมาณูภาภา ใช้รังสีแกมมาปริมาณต่ำในสภาพควบคุมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมอย่างคงที่ หวังพัฒนาสตรอเบอรี่สายพันธุ์แรกของอินเดียที่ทนต่อคลื่นความร้อน แต่ยังมีขนาดผลใหญ่และเนื้อแน่นใกล้เคียงสายพันธุ์ต่างประเทศ โดยอาจต้องใช้เวลาอีก 10-15 ปี


ขณะเดียวกัน เกษตรกรรายใหญ่กำลังทดลองปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อรับมือฝนที่ตกผิดฤดูกาล นายเกตัน ยัชวันต์ โสธา ผู้ก่อตั้งเบอร์รี เฟรช อะโกรเทค กล่าวว่า การปลูกในโรงเรือนช่วยควบคุมน้ำ สารอาหาร แสง และอุณหภูมิ และอาจทำให้สามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้ตลอดทั้งปี


ด้านเครือข่ายองค์กรผู้ผลิตของเกษตรกรในท้องถิ่น เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อคาดการณ์ฝนและแจ้งเตือนเกษตรกรให้ชะลอการฉีดสารเคมี นอกจากนี้ยังทดลองสร้างหอปลูกแนวตั้งด้วยโคโคพีต 5 ชั้น ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นจาก 25,000 ต้นเป็น 125,000 ต้นต่อเอเคอร์


สำหรับเกษตรกรรายย่อย การลงทุนเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงสูง ดานาฟเลเคยทดลองปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ เมื่อปี 2560 และประสบความสำเร็จ แต่พายุไซโคลนครั้งใหญ่พัดทำลายระบบทั้งหมดจนเธอไม่กล้าลงทุนใหม่


เธอจึงหันกลับมาปลูกแบบดั้งเดิม แต่ใช้โซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มรายได้ ด้วยการเผยแพร่วิดีโอสอนปลูกสตรอเบอรี่และเปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เรียนรู้ และเก็บผลสดจากไร่โดยตรง ช่วยลดการพึ่งพาคนกลาง เพิ่มกำไร และทำให้เธอก้าวจากเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการและอินฟลูเอนเซอร์ในเวลาเดียวกัน.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES