การเปิดตัวของ CLICX (ธนาคารคลิกซ์) ในฐานะ Virtual Bank (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) รายแรกของประเทศไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของภูมิทัศน์การเงินไทย 

ทว่าเพียงไม่นานหลังจากเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อดิจิทัล สมรภูมิการเงินไร้สาขานี้กลับต้องเผชิญกับบททดสอบดราม่าระลอกใหญ่ ทั้งปัญหาระบบค้าง และกระแสสังคมโซเชียลเรื่อง “กลุ่มสายบิด”

ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX คือ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของไทย เกิดจากการร่วมทุนของ 3 ยักษ์ใหญ่

  • ธนาคารกรุงไทย (KTB) – สัดส่วน 41% (เชี่ยวชาญด้านระบบธนาคารพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐาน)  
  • เอไอเอส (AIS) – สัดส่วน 39% (เชี่ยวชาญด้านโครงข่ายดิจิทัลและฐานข้อมูลลูกค้า)  
  • ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) – สัดส่วน 20% (เชี่ยวชาญด้าน Ecosystem ร้านค้าและจุดบริการทั่วประเทศ)

เกิดอะไรขึ้นกับ CLICX สาเหตุปัญหา?

1.ระบบค้างและทำงานล่าช้า (Traffic Surge): เมื่อ CLICX เปิดให้ยื่นขอ “สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้” มีประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทะลักเข้ามาขอวงเงินพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้แอปพลิเคชันเกิดความล่าช้า หน้าจอค้างอยู่ในสถานะ “อยู่ระหว่างการพิจารณา” นานหลายชั่วโมง จนผู้ใช้งานบางส่วนไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ  

2.กระแส “สายบิด” และการลองดีกับ AI: ในกลุ่มโซเชียลมีเดียและสังคมออนไลน์ เกิดการแชร์ภาพวงเงินอนุมัติ (ตั้งแต่ 2,500 ถึง 20,000 บาท) พร้อมตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนกลยุทธ์กรอกข้อมูลเพื่อหาช่องโหว่ของระบบ AI Credit Scoring โดยมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สายบิด” โพสต์ชวนเชื่อว่าจะกู้เงินแล้วไม่ชำระคืน

3.ความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) และหนี้ครัวเรือน: เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางว่า การเข้าถึงสินเชื่อง่ายเกินไปอาจซ้ำเติมวิกฤติหนี้ครัวเรือนของไทย หรือทำให้ระบบธนาคารไร้สาขาเกิด NPL พุ่งสูงตั้งแต่เริ่มต้น

ล่าสุด CLICX จะทำอย่างไรต่อไป?

  • ย้ำมาตรการรัดกุม (Risk Management): ทางผู้บริหารและ CEO ของ CLICX ออกมาชี้แจงว่า ธนาคารได้เตรียมมาตรการรองรับและประเมินความเสี่ยงไว้แล้ว ระบบการอนุมัติไม่ได้อิงเพียงข้อมูลที่ผู้กู้กรอก แต่ใช้ Alternative Data (ข้อมูลการชำระค่าน้ำ/ค่าไฟ/ค่าโทรศัพท์ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต) ร่วมกับข้อมูลจากเครดิตบูโร (NCB) ในการคัดกรองอย่างรอบคอบ
  • เตือนผลกระทบทางกฎหมาย: สินเชื่อของ CLICX เป็น “หนี้ในระบบ” ผู้ที่ไม่ชำระคืนจะถูกบันทึกประวัติเสียในเครดิตบูโร ถูกฟ้องร้องอายัดทรัพย์สิน และหากพบว่ามีการจงใจกรอกข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงระบบ AI จะเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ซึ่งเป็นคดีอาญา
  • ขยายกำลังเครื่องServer: เพิ่มความสามารถในการรองรับ Traffic เพื่อแก้ปัญหาแอปพลิเคชันค้างในระหว่างกระบวนการยืนยันตัวตน (e-KYC) และการพิจารณาสินเชื่อ

ผลิตภัณฑ์และบริการหลักของ CLICX

  • ด้านสินเชื่อ (CLICX พร้อมใช้): สินเชื่อหมุนเวียนและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล วงเงินยืดหยุ่นสูงสุดถึง 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 13% – 25% ต่อปี จุดเด่นคือ “เลือกไม่ใช้เอกสารได้” โดยใช้ AI ประเมินวิเคราะห์พฤติกรรมแทน พร้อมทางเลือกการผ่อนชำระแบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน 
  • ด้านเงินฝาก (CLICX Save / Save Max): บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่คำนวณดอกเบี้ยจ่ายให้ทุกวัน โดยมีแคมเปญชูโรงอย่าง Save Max ให้อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี (สำหรับยอดเงินฝาก 20,000 บาทแรก นาน 3 เดือน)
  • ฟีเจอร์ไฮไลต์ “เลขบัญชีเลือกได้”: เปิดโอกาสให้ผู้ใช้จองและเลือกเบอร์บัญชีธนาคารได้เอง ไม่ว่าจะเลือกตามเบอร์โทรศัพท์ เลขจำง่าย หรือเลขมงคล

การเปิดตัวของ CLICX ถือเป็น “การลองของจริง” ของวงการการเงินไทย ประเด็นดราม่าเรื่อง “สายบิด” และ “ระบบล่ม” ในช่วงแรก ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความไม่พร้อมทางเทคโนโลยี แต่กำลัง สะท้อนถึงปัญหากรณีหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ที่ผู้คนจำนวนมากยังขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก จนต้องไขว่คว้าหาวงเงินกู้ฉุกเฉินทุกช่องทาง