เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณางบประมาณของกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ นายณรงเดช อุฬารกุล กรรมาธิการฯ ในสัดส่วนของพรรคประชาชน กล่าวอภิปรายตอนหนึ่ง ว่า  การทำงานของกระทรวงพาณิชย์เป็นครั้งๆ จัดอีเวนต์เป็นครั้งๆ โดยงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการจัดอีเวนต์ในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งเราเห็นแก้ไขปัญหาของกระทรวงพาณิชย์เป็นครั้งๆ โดยไม่สนใจการแก้ปัญหาโครงสร้างการค้าขาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถพุ่มพวง หรือโครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” ที่เป็นการอุดหนุนผู้ค้าขายอาหารบางราย และมีร้านค้าบางร้านที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ จึงจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ทำไมท่านไม่แก้ไขให้เป็นระบบ อาทิ การเข้าไปกำกับดูแลราคาของถุงพลาสติก กล่องโฟม หรือบรรจุภัณฑ์อาหาร ให้มีความเหมาะสม ไม่โก่งราคา รวมถึงการไปหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อทำให้ราคาก๊าซหุงต้มถูกลง ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้ค้าขายอาหารทุกราย และผู้บริโภคด้วย

นายณรงเดช กล่าวอีกว่า ปัญหาของการทำงานเป็นครั้งๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้เกิดคนที่ได้เปรียบและคนที่เสียเปรียบ อย่างเช่น กรณีที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์จัดอีเวนต์ตามจังหวัดต่างๆ หรือภูมิภาคต่างๆ ที่เรียกกันว่า “เต็นท์ติดแอร์” แม้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้บริโภคสินค้าที่หลากหลาย และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทำให้จังหวัดมีความคึกคัก แต่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ พ่อค้าแม่ค้าในจังหวัดเล็กๆ ซึ่งมีรายได้ในแต่ละวันไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อเจออีเวนต์ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์จัดที่หน้าศาลากลางจังหวัด ทำให้ลูกค้าของเขาหายหมดเลย

“เมืองใหญ่ๆ ไม่มีปัญหา แต่เมืองเล็กๆ เศรษฐกิจของเขาจะอยู่อย่างไร ท่านเอาพ่อค้าแม่ค้าภายนอก มาดูดซับเม็ดเงินซึ่งควรจะเป็นรายได้ของคนในพื้นที่ ขอถามว่าท่านคิดเรื่องแบบนี้บ้างไหม และวันนี้เศรษฐกิจไม่ดี ผลกระทบก็มาถึงท่านที่ทำให้ถูกปรับลดงบประมาณ ดังนั้นโครงการใดๆ ของกระทรวงพาณิชย์ที่ลงไปในพื้นที่แล้วส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่เดิม และเป็นผู้เสียภาษี ผมคิดว่าท่านควรทบทวนว่าโครงการลักษณะนี้ว่ายังมีประโยชน์อยู่หรือไม่” นายณรงเดช กล่าว

นายณรงเดช กล่าวอีกว่า โครงการของท่านยังติดแกลม การจัดงานต่างๆ หากไม่จัดในเต็นท์ติดแอร์ ก็ไปจัดในห้างสรรพสินค้า ซึ่งห้างสรรพสินค้าดึงเม็ดเงินออกจากจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเล็กๆ อยู่แล้ว แต่วันนี้กระทรวงพาณิชย์กลับไปช่วยเขาอีก โดยไปจัดงานในห้างสรรพสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ และนำคนไปเดินห้าง ท่านเก็บตัวชี้วัดโดยนับเป็นจำนวนครั้ง

“ท่านเอาคนไปเดินในห้าง แล้วเศรษฐกิจในจังหวัด ในท้องถิ่นและในชุมชนเขาจะอยู่อย่างไร คนที่ไปขายของกับท่าน พ่อค้าแม่ค้าที่วิ่งตามขบวนกับท่าน ได้ประโยชน์แน่นอน แต่เศรษฐกิจของจังหวัดต่างๆ ได้อะไรจากงานของท่าน ผมจึงคิดว่าเรื่องแบบนี้กระทรวงพาณิชย์ควรพิจารณา อยากให้ท่านลดงานอีเวนต์ แล้วไปทำงานเรื่องโครงสร้างของการกำกับดูแลราคาสินค้า” นายณรงเดช กล่าว

ขณะที่ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จัดอีเวนต์น้อย แต่ส่วนใหญ่เราจัดงานแฟร์ (Fair) เยอะ และประสบความสำเร็จ ซึ่งการจัดงานแฟร์มีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกนิยมจัดขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของอีเวนต์ เราไม่ได้อยากจัดอีเวนต์ แต่เรามีหน้าที่ทำให้กลไกตลาดเดินได้ เราไม่อยากค้าขายแข่งกับเอกชน ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปแทรกแซงตลาดเป็นจังหวะๆ เช่น กรณีที่เกิดวิกฤติ เราจะเข้าไปจัดกิจกรรม “ธงฟ้า” เล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย แต่เราไม่สามารถทำได้ยาว เพราะเราเข้าใจดีว่าการที่เราลงไปจัดอีเวนต์จะทำให้ร้านโชห่วยในพื้นที่ได้รับผลกระทบแน่นอน ตนจึงอยากบอกว่าหลักการของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้กลไกตลาดเดินได้ แต่ถ้ากลไกตลาดเดินไม่ได้ เราก็จะเข้าไปแทรกแซงแบบเป็นจังหวะ และไม่ใช่ระยะยาว