บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower(CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 2 รางวัล จากเวที Thailand-Japan Decarbonization Award (TJDA) 2569 ได้แก่ ‘Golden Award’ ผ่านโครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงานของโรงไฟฟ้า บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และ ‘Silver Award’ ผ่านโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของโรงไฟฟ้า พลังน้ำ ไซยะบุรี ซึ่งรางวัลนี้จัดขึ้นโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและเชิดชูองค์กรที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
CKPower คว้าได้ถึง 2 รางวัลในเวทีเดียวกัน ถือได้ว่า เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัว ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี นวัตกรรม ใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดย CKPower ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านนวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการต่างๆ ที่มีผลลัพธ์จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมในหลากมิติ ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างคุณค่าร่วมสู่สังคมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของ CKPower ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ความยั่งยืน C-K-P ได้แก่ Clean Electricity, Kind Neighbor และ Partnership for Life อย่างเห็นได้ชัด สามารถสร้างสมดุล ระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมได้อย่างลงตัว

จัดการของเสียลดใช้น้ำลดปล่อยก๊าซ
สำหรับรางวัลแรก Golden Award เป็นโครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงาน จากโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เป็นแนวทางการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการจัดการระบบการใช้น้ำมันหล่อลื่นเพื่อลดของเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) ผ่านการปรับค่าควบคุมทางเคมีเพื่อให้สามารถหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้มากขึ้น
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในโครงการนี้ สามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 743 ล้านลิตร ประหยัดต้นทุนไปกว่า 19.5 ล้านบาทรวมทั้งยังลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นกว่า 28,000 ลิตร ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้ 2.6 ล้านบาท ที่สำคัญยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95,000 กิโลกรัมคาร์บอนได ออกไซด์เทียบเท่าได้อีกด้วย
ลุยต่อยอดสร้างสมดุลภาพรวม
ไม่หยุดเพียงแค่นี้…แผนระยะยาวของ CKPower จะต่อยอดไปสู่ระบบสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสียต่อไป ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการตามกรอบกลยุทธ์ความยั่งยืน C-K-P ในด้าน C – Clean Electricity: ไฟฟ้าสะอาด มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หิ่งห้อยแสงเปลี่ยนอนาคตช่วยชุมชน
ส่วนรางวัลที่สอง Silver Award ในโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เดินหน้าเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้า เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินและต่อยอดส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับสร้างความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน ตามแนวคิด “จุดประกายการเรียนรู้ เปิดประตูสู่ความยั่งยืน” ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์จากการเผาขยะได้กว่า 3,840 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าสามารถผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้ถึง 2,665 กิโลกรัมต่อปีโดยสามารถนำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยของชุมชนได้กว่า 72,900 บาทต่อปีสำหรับแผนต่อไปของ CKPower พร้อมเดินหน้ามุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการทำเกษตรปลอดสารพิษ ตอกย้ำบทบาทภาคเอกชนในการสร้างคุณค่าสู่สังคม ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการตามกรอบกลยุทธ์ความยั่งยืน C-K-P ในด้าน C- Clean Electricity ไฟฟ้าสะอาด มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ K–Kind Neighbor เพื่อนบ้านที่ดี มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย

มุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน100%
CKPower มีสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 93% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวให้ไม่ต่ำกว่า 95% ที่สำคัญได้มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครบ 100% ภายในปี 2586 เป้าหมายเหล่านี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัว ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี นวัตกรรม โดยร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย
ใช้ESG กระบวนการทำงาน
CKPower ยังคงสะท้อนบทบาทของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังน้ำ ในฐานะกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ การบูรณาการองค์ความรู้ด้าน ESG เข้ากับกระบวนการทำงาน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการตัดสินใจ การพัฒนากระบวนการทำงาน การพัฒนาและประยุกต์ ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงานและลดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมในระยะยาวให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม
CKPower ยังได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานร่วมกันจากพนักงาน ทุกระดับในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงและต่อยอดสู่โครงการ และนวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
เลือกเทคโนโลยีชั้นสูงทุกโรงไฟฟ้า
CKPower ได้กำหนดให้การจัดการนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานและการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุน
ให้มีการระดมความคิดของพนักงานเพื่อต่อยอดนวัตกรรมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
CKPower มุ่งการสร้าง และพัฒนา องค์ความรู้ และศักยภาพของบุคลากร ให้เป็น “นวัตกร” ควบคู่การยกระดับกระบวนการผลิตในระยะยาวผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ได้ส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร เพื่อให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าและการปรับปรุงกระบวน การทำงานในทุกธุรกิจพลังงานของกลุ่ม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพ การดำเนินงาน ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และสร้างคุณค่าและผลกระทบที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
ปั้นนวัตกรรม-นวัตกรเห็นผลจริง
ทั้งนี้ผลลัพธ์การดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวมในปี 2025 บริษัทมีนวัตกรรมสะสมรวมถึง 25 รายการ และมีนวัตกรสะสมรวม 60 ราย สะท้อนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง และยังมีผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรม รวม 2,780 ราย ช่วยขยายผลการเรียนรู้ และการนำแนวคิดด้านนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

สร้างคุณค่าทั้งชุมชน-สิ่งแวดล้อม
สำหรับผลลัพธ์จากการนำนวัตกรรมไปปรับใช้ในปี 2025 บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานได้ 21,454 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 8,730.39 ลิตรต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3,998.42 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ลดการใช้ทรัพยากรน้ำได้ 107,751 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และลดต้นทุนด้านพลังงานได้ 16.54 ล้านบาทต่อปี ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมของบริษัทสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านต้นทุนขององค์กร
ใช้บทเรียนปรับใช้จริง
จากความสำเร็จในครั้งนี้ CKPower ได้กำหนดทิศทางในการต่อยอดนวัตกรรม และพัฒนาโครงการด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือDecarbonization โดยกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและพัฒนานวัตกรให้ครอบคลุมทุกโรงไฟฟ้า สนับสนุนให้พนักงานจากทุกส่วนงานได้ศึกษา พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำบทเรียนที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรม หรือศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้จริงในหน่วยงานของตนเองต่อไป
ตัวอย่างผลการดำเนินงานที่ผ่านในปี 2568 เช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมาได้จัดทำหลักสูตร SD 03: นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ CKP และ SD 04: นวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพและต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่พนักงาน มุ่งเสริมสร้างความเข้าใจแก่คณะทำงานด้านความยั่งยืนของแต่ละโรงไฟฟ้า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่องค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
นับได้ว่า การขับเคลื่อนของ CKPower เป็นการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593



