เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 3 ส.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมด้วย นายดิเรก พรสีมา, นายอรัญ บุญเรือง และนายชาตวิทย์ มงคลแสน อดีตผู้สมัคร สว. ในฐานะตัวแทนกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เดินทางมายื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งยืดเยื้อมานานร่วม 2 ปี โดยระบุว่า พฤติการณ์ของ กกต.ดังกล่าวเข้าข่ายกระบวนการล้มล้างการปกครองและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจอธิปไตย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แฉ 3 พฤติการณ์ฮั้ว–สับยับ ‘โพยใบสั่ง’ ไม่ใช่แค่โพยจำ
โดยนายอัครวัฒน์ แถลงเรียกร้องว่า ขอให้ กกต. ทั้ง 7 คน เร่งสรุปสำนวนการสอบสวน โดยนำสำนวนของคณะสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 มาพิจารณา เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายในเดือนนี้ พร้อมเน้นย้ำให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของผู้มีอำนาจ หาก กกต. พยายามยกคำร้องหรือเป่าคดีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย โดยอ้างว่าไม่มีมูลความจริง ทางภาคประชาชนและอดีตผู้สมัคร สว. ได้เตรียมร่างคำฟ้องทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีต่อ กกต. ไว้เรียบร้อยแล้ว
ตัวแทนกลุ่มเปิดเผยว่า ทั้งนี้สำนวนชุดที่ 26 มีมติเป็นเอกฉันท์จากข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งบุคคล เอกสาร และนิติวิทยาศาสตร์ไว้อย่างแน่นหนา แต่ปัจจุบันกลับพบพฤติการณ์ยื้อเวลาอย่างน่าสงสัย พร้อมยกตัวอย่างความผิดปกติ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การขนคนมาสมัคร มีการจัดหายานพาหนะ เช่น รถตู้ ขนย้ายผู้สมัครจำนวนมากจากทั่วประเทศ 2.การจัดหาที่พักฟรี โดยจัดให้ผู้สมัครเข้าพักโรงแรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี และปริมณฑล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และ 3.มีการเลี้ยงดูอาหาร จัดเตรียมอาหารการกินให้เสร็จสรรพโดยผู้สมัครไม่ได้จ่ายเงินเอง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ กกต. เคยระบุว่าการนำโพยเข้าไปไม่ผิดกฎหมาย โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลปกครองและศาลฎีกานั้น นายอัครวัฒน์ ชี้แจงว่า ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองเฉพาะข้อ 7, 8 และ 11 ซึ่งอนุญาตให้นำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ติดตัวเข้าคูหาได้เท่านั้น เนื่องจากผู้สมัครมีจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลอนุญาตให้ทำ โพยใบสั่ง หรือจัดฉากฮั้วเลือกตั้ง
“การแอบเขียนรายชื่อไว้หลังเอกสาร สว.3 มีการจ้างวาน ขนคน จัดหาเทรนเนอร์มาติวเข้ม วาดตาราง แนะนำตัว และจ่ายเงินตอบแทนเพื่อแลกกับการลงคะแนน อย่างนี้เขาเรียกว่า โพยใบสั่ง เชื่อว่าไม่มีศาลที่ไหนตัดสินว่าทำได้ หากทำได้ การเลือกตั้งในไทยก็ไม่ต้องรณรงค์กันแล้ว ใครมีเงินก็เอามาแจก เอามาจ่าย ใครให้มากก็เลือก เอาอย่างนั้นกันเลยใช่ไหม” นายอัครวัฒน์ กล่าวและว่า กกต. กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริง แม้กระทั่งคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่อ้างว่าโพยไม่ผิด ก็อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด พร้อมท้าให้นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. หรือประธาน กกต. ออกมาแถลงยืนยันกับประชาชนให้ชัดเจนว่า การจ้างเขียนโพย บล็อกโหวต หรือฮั้วเลือก สว. สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายจริงหรือไม่
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกด้วยว่า คดีนี้ดำเนินการล่าช้ามานานกว่า 2 ปี ทั้งที่มีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) และข้อมูลบัตรลงคะแนนมากกว่า 3,000 ใบ ที่แสดงให้เห็นว่ามีการลงคะแนนซ้ำตามหมายเลขโพยตั้งแต่วันที่ 24–25 มิ.ย. จนถึงวันเลือกจริง 26 มิ.ย. 2567
“หาก กกต. ยืนยันจะไม่เปิดหีบบัตรเพื่อพิสูจน์ความจริง ก็ขอให้เก็บบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นไว้ อย่าทำลายทิ้ง เอาไปพับเป็นดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในงานสำคัญของผู้มีอำนาจที่ครอบงำ กกต. อยู่จะดีกว่า อย่าลืมว่า เงินเดือน สวัสดิการ และบำนาญของ กกต.ที่ได้รับนั้น มาจากภาษีประชาชนกว่า 60 ล้านคน จึงควรรักษาเกียรติยศและทำหน้าที่เพื่อประชาชน ผมมีความเชื่อมั่นว่า กระแสคอร์รัปชันและการทุจริตในระบบราชการที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าจะทำให้ผู้มีอำนาจอยู่ได้ไม่นาน และอาจต้องหมดวาระลงภายในช่วงเดือนสิงหาคมนี้หากผู้มีอำนาจไม่อยู่ก็จะไม่มีใครติดคุกแทน เพราะฉะนั้นอย่าเอาอนาคตของตัวเองมาเสี่ยงหรืออย่าให้ใครมาครอบงำ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจชอบใส่กางเกงขาสั้น” นายอัครวัฒน์ กล่าว



