เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ภายหลังจากที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรณีคดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 แก่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ในความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน หลังจากเมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 ที่ผ่านมา นายภาวุธ ได้มอบอำนาจให้ทีมงาน คือ นายอภิเชษฐ ถาบุตร เข้ายื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 จากวันที่ 31 ก.ค.69 ไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 แทน โดยให้เหตุผลว่ายังไม่เห็นหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ดังกล่าว และตนเองติดประชุมกรรมาธิการ จึงประสงค์ขอเลื่อน ซึ่งพนักงานสอบสวนรับทราบให้เลื่อน โดยนายภาวุธ ได้เข้าให้ปากคำคณะพนักงานสอบสวน เป็นเวลา 4 ชม. ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ต่อมาเวลา 18.30 น. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า วันนี้ตนเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหากับทางดีเอสไอ โดยได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ ก็อยู่ในสำนวนทุกอย่างหมดเเล้ว โดยวันนี้ตนยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะข้อหาหลายอย่างที่มีการแจ้งเข้ามา ตนก็ได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาและชี้แจงอย่างบริสุทธิ์ใจ ส่วนถ้ามีข้อคำถามเพิ่มเติม หรือต้องการข้อมูลใดเพิ่ม ตนก็ยินดีที่จะนำข้อมูลมามอบให้ในภายหลัง และนอกจากนี้ กรณีข้อมูลเรื่องเส้นทางการเงินที่มีปรากฏตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ จำนวน 800 กว่าล้านบาทนั้น ตนยืนยันว่าในวันนี้ พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งพฤติการณ์เรื่องเงินจำนวนนี้เลย อีกทั้งในการตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน ตนก็มีหลักฐานนำมาให้ดีเอสไอทั้งหมดแล้ว ฉะนั้น มั่นใจได้ว่าเส้นทางการเงินทั้งหมด ไม่ได้มีที่มาจากการสแกมเมอร์ หรือไปหลอกลวงประชาชนแต่อย่างใด เป็นเงินที่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย

นายภาวุธ เผยอีกว่า ส่วนวันนี้ในเรื่องของจำนวนเงินที่มีความเชื่อมโยงกับตน จะใช่ยอดเงิน 28 ล้านบาท แล้วพนักงานสอบสวนตั้งข้อสงสัยหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่า ก็เป็นจำนวนเงินที่ตนสามารถตอบข้อมูลได้ แต่ต้องขอสงวนรายละเอียดไว้ ทั้งนี้ ตนไม่ได้กังวลเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ตนเองสามารถชี้แจงได้ รวมถึงคำถามที่พนักงานสอบสวนถามมา เราก็มีคำตอบให้ทั้งหมด

นายภาวุธ พร้อมย้ำว่า เงินที่ปรากฏความเชื่อมโยง 28 ล้านบาทนั้น ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าได้มาจากการเทรดทองคำ และก็มีส่วนอื่น ๆ อีกด้วย แต่ก็ชี้แจงได้ ส่วนถามว่าเป็นการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่นั้น ตนมองว่า ก็แอบกังวลนิดหนึ่ง แต่เข้าใจเจ้าหน้าที่ เพราะเราก็มั่นใจในการชี้แจง และเราก็ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดอะไรแบบนั้น ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทุกอย่าง ไม่มีหลบหนีใด ๆ

นายภาวุธ เผยว่า ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดว่ามีการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากมีคดี Forex เกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดินหน้าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport นั้น นายภาวุธ แจงว่า ด้วยความที่โครงการนี้ มันเริ่มต้นจากการที่ตนได้อภิปราย และด้วยความที่ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการ 2 ชุด และตนก็เป็นประธานของ 2 อนุกรรมาธิการ ฉะนั้น ในช่วงหลัง ตนได้ไปลุยงานด้านกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ จึงทำให้เห็นว่าทางกรรมาธิการของพรรคเองก็มีคนทำงานเรื่องนี้โดยตรง ฉะนั้น พอมีคนทำด้านนีัโดยตรง และไหนตนจะมีคดีความเรื่องนี้อีก (คดี Forex) จึงจำเป็นที่ทางพรรคก็จะมีคนมาดูเรื่องโครงการนี้โดยตรงแทนตน

ส่วนหลังจากนี้ตนก็อาจจะลดบทบาทลงบ้าง เพราะตนก็งานเยอะ และ สส.ที่ทำงานด้านนี้ก็ไม่ได้มีเพียง สส.ไอซ์ แต่ก็มีพรรคอื่น ๆ อีกด้วยที่ทำงานด้านนี้ และตอนนี้ตนก็มีงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างชาติ การปฏิรูปกฎหมาย พองานมันเยอะ ก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้ง แต่การที่เราไปวิเคราะห์ตัวโครงการ TH-AI Passport ไว้เช่นนั้น มันก็เพราะเป็นงานที่อยู่ตรงหน้าพอดี ก็เลยวิเคราะห์ไปตามรูป แต่ก็ได้ขอโทษไปแล้วว่าอาจจะพูดในมุมหนึ่ง แต่ตนไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ทั้งนี้ หลังจากที่ตนได้คุยกับ สส.ไอซ์ ก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น มีการสื่อสารกันในพรรค คงไม่มีอะไรผิดใจกัน ส่วนกรณีว่าเป็นการออกมาพูดเพราะจะแลกผลทางคดี Forex หรือไม่นั้น (นายภาวุธ หัวเราะดัง) ก่อนตอบว่า ถ้ามันแลกกับผลทางคดีได้ ตนคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ไม่มีแน่นอน แต่แค่เป็นการวิจารณ์ตามหน้าที่ เพราะในมุมของ สส. แต่ละคน ก็มีมุมวิจารณ์ต่างกัน แต่เราเคยเป็นนักธุรกิจ ก็วิจารณ์ในมุมที่มันน่าจะเป็นประโยชน์.