เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 ว่า เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน หลังจากนี้จะส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป เรื่องนี้คณะกรรมการ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง มีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 คน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะจะเป็นสารตั้งต้น ที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกฯ มีข้อสั่งการออกมา เมื่อถามว่า กรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้ว กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะรับไปดำเนินการต่อไป นายปกรณ์ กล่าวว่า มีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญา ก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ  

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่อง และนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทย คงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” 

ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวเสริมว่า ใช้เวลาตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามนายกฯ ออกคำสั่ง ให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่ามีความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลข การรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกฯ ในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูว่าตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกต ที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบ ก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ช่วงหลังการสอบ มีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน

ดังนั้นสิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมา ได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกฯ ทั้งเรื่องของตัวบุคคล ที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้งแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้ ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือ วิธีการทั้งหมดจะเสนอว่า ส่วนราชการใด เช่น กระทรวงมหาดไทย สถ. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะรับทำเรื่องใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุป ที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1-2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกฯ