เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟ้งคำพิพากษาคดี หมายเลขดำที่ อทย.638/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก บริษัท เหนือโลก จำกัด บริษัท มัณดาวีด์ จำกัด และบริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
โจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย 2-4 ประกอบธุรกิจลักษณะให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกและหาสมาชิกเพิ่ม เพื่อให้ได้ใช้สิทธิในการซื้อขายสินค้าที่ร้านค้าสหกิจชุมชนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ลักษณะขายเพ็กเกจทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์ mandaweetour.com โดยแยกแพ็กเกจตามระดับชั้นของสมาชิกให้จองโดยชำระเงินล่วงหน้า เสนออัตราค่าบริการถูกกว่าทั่วไป และหากไม่ใช้บริการในช่วงเวลาที่กำหนดก็มีประกันเงินคืนให้เป็นคูปองไว้ใช้ในแพ็กเกจหรือคืนเป็นเงินสดในอัตรา 1-10% ของราคาแพ็กเกจที่จ่าย จำเลยที่ 4 ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รับจองห้องพักและรับจองตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ โดยผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้สิทธิห้องพักและตั๋วเครื่องบินในราคาต่ำกว่าทั่วไป
เมื่อระหว่างวันที่ 3 ธ.ค. 63-2 พ.ค. 64 ต่อเนื่องกันจำเลยทั้งสี่ ได้บังอาจร่วมกันหลอกลวงและแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ด้วยการโฆษณาประกาศ แพร่ข่าว ข้อความ ชักชวนด้วยวาจาแก่ประชาชนและบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปในสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้จัดทำเว็บไซต์ www.crabybrandname.com และกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ (LINE OFFICIAL) ชื่อ กองทุนส่วนตัวท่านประธาน,”Sawadee Giftback”, MBD ซึ่งเป็นกลุ่มไลน์พนักงาน และกลุ่มลูกค้าในบริการสินค้าและบริการต่างๆ ในบริษัท M GROUP โดยให้พนักงานของจำเลยทั้งสี่ ช่วยกันป่าวประกาศออกโปรโมชั่น ให้ประชาชนศึกษาแผนการลงทุนผ่านทางคลิปวิดีโอจนมีผู้หลงเชื่อ 173 คน และนำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสี่ ในรูปแบบต่างๆ โดยมีเจตนาร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายและนำเงินมาร่วมลงทุนในกองทุนชื่อ กองทุนส่วนตัวท่านประธาน โดยเสนอว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินกำไรหรือดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ในลักษณะเป็นเงินหรือทรัพย์สินในอัตราที่สูงเกินกว่าร้อยละ 83.95-164.25 บาทต่อปี เพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายลงทุน แต่ความจริงแล้วพวกจำเลยไม่อาจที่จะจ่ายเงินต้นรวมทั้งกำไรหรือดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนดแต่อย่างใด เพียงแต่พวกจำเลยเจตนา ร่วมกันต้องการระดมเงินทุนและนำเงินทุนจากผู้เสียหายดังกล่าว มาหมุนเวียนจ่ายคืนให้แก่บุคคลและประชาชนทั่วไป ทำให้จำเลยทั้งสี่ได้รับเงินจากผู้เสียหาย 173 คน จำนวน 102 ล้านบาท
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 11/1, 12, 15 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14(1) ฯและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 173 คน พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความเรื่องการลงทุน พยานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ ให้จำเลยทั้ง 4 คืนเงินให้ผู้เสียหายในคดีนี้
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดกฎหมายหลายบทต่างกัน ให้ลงโทษจำคุก นายประสิทธิ์ จำเลย 1 กระทงละ 5 ปี รวมโทษจำคุกทั้งหมด 343 ปี ปรับ 200,000 บาท ให้ลงโทษ จำเลยที่ 2-4 ปรับ 250,000 บาท อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี คงจำคุก นายประสิทธ์ จำเลยที่ 1 รวม 20 ปี และให้จำเลยทั้งหมดชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าชำระให้แก่ผู้เสียหายเสร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ นายประสิทธิ์ ถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้วก่อนหน้านี้ 3 คดี โดยคดีแรกพิพากษาไปในปี 2566 โดยถูกจำคุกรวมทั้งหมด 1,115 ปี พร้อมปรับเงินอีก 145 ล้านบาท จากกรณีหลอกเหยื่อ 321 ราย ฉ้อโกงลงทุนซื้อ-ขายกระเป๋าแบรนด์เนม และในปี 2568 นายประสิทธิ์ ก็ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกเพิ่มอีก 1,210 ปี ในคดีฉ้อโกงประชาชนพร้อมให้คืนเงิน 1,000 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย 267 คน ก่อนที่ในปี 2569 จะถูกศาลพิพากษาจำคุกเพิ่มหลังพยายามหลบหนีอีก 4 ปี 12 เดือนและให้นับโทษต่อจากคดีฉ้อโกงลงทุนซื้อ-ขายกระเป๋าแบรนด์เนม รวมเป็นโทษจำคุกนายประสิทธิ์ทุกคดีทั้งหมด 2,673 ปี.



