สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ว่า ขีปนาวุธดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นอาวุธจากพื้นสู่พื้นของกองทัพบกสหรัฐ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีของกองทัพบก” (เอทีเอซีเอ็มเอส) และขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (พีอาร์เอสเอ็ม) โดยแหล่งข่าวสองแห่งระบุว่า สหรัฐใช้อาวุธเหล่านี้ “เกือบทั้งหมดแล้ว”

ขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งมีราคามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก (ราว 33 ล้านบาท) เป็นส่วนสำคัญในคลังแสงของกองทัพสหรัฐ และช่วยให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำจากระยะที่ปลอดภัย โดยเอทีเอซีเอ็มเอสที่จัดหาโดยสหรัฐ มีบทบาทสำคัญในสงครามในยูเครน ส่วนพีอาร์เอสเอ็มเป็นขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า และมีพิสัยไกลกว่าเอทีเอซีเอ็มเอส

อย่างไรก็ตาม จำนวนขีปนาวุธพิสัยไกลความแม่นยำสูงที่ลดลงอย่างมาก หมายความว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อาจต้องพึ่งพาภารกิจทิ้งระเบิดโดยนักบิน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า หากเขาต้องการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

Reuters

อนึ่ง ทรัมป์เริ่มทำสงครามกับอิหร่านร่วมกับอิสราเอล เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าความขัดแย้งจะกินเวลาไม่นาน แต่เนื่องจากสงครามยืดเยื้อนานกว่าที่คาดคิดไว้ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้จึงแสดงความกังวลว่า จำนวนขีปนาวุธที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจำกัดความสามารถของสหรัฐในการป้องปรามศัตรู รวมถึงรัสเซียและจีน

สำหรับความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลคลังแสง ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์จากทรัมป์ ซึ่งระบุว่า สหรัฐมีกระสุนมากกว่าใครในโลกและมากเกินความจำเป็น อีกทั้งบริษัทด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐ กำลังผลิตกระสุนมากเป็นประวัติการณ์ในขณะนี้ นอกเหนือจากการขยายโรงงานและอุปกรณ์ในระดับสูงสุด

แม้นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า กระสุนบางชนิด รวมถึงกระสุนปืนใหญ่และขีปนาวุธหลายประเภท ถูกผลิตในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่พวกเขาเตือนว่า ปริมาณอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับสงครามที่ยืดเยื้อ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS